ค้นหา

ที่นี่มีผี..รวมเรื่องลึกลับสยองขวัญสั่นประสาทตาเหลือกตากลับ
บางทีก็น่ากลัวบางทีก็ไม่น่ากลัวรวมๆกันไป
ที่นี่เปิด รับทุกอย่างที่เกี่ยวกับผีๆวิญญาณ
ท่านใดชอบเรื่องผีหรือมีคลิปผีถ่ายติดวิญญาณ.. น่าสนใจ..
ติดต่อส่งตั้งกระทู้มาที่ ghost-in-manman ด้านข้างครับ
แนะนำข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเชิญได้ครับ
ดูเว็บ ghost-in-manman แล้วหาความรู้เพิ่มเติม..ไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ครับ
สุดท้ายขอขอบคุณเพื่อนๆที่ให้ความสนใจและ ให้ข้อมูลเรื่องน่ากลัวๆเรื่องประสบการณ์ทางวิญญาณ มาทางเราจะนำมาลงให้อ่านกันในครั้งต่อไปนะครับ.....
อย่าลืมดูเว็บ ghost-in-manman

chat love manman1

chat love manman 2

chat love manman 3

chat love manman 4

chat love manman 5

chat love manman6

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาเลเซีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาเลเซีย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

Highland Towers ตึกร้างสยองผีสิงในมาเลเซีย

Highland Towers
ตึกร้างสยองผีสิงในมาเลเซีย
เป็นตึกที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นชุมชนขนาดใหญ่แต่ละตึกเฃาเรียกว่าบล็อกนั้นจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย

ผู้อยู่อาศัยล้วนเป็นนักธุรกิจคนมีฐานะและชาวต่างชาติที่ทำงานในมาเลเซีย
โดยสร้างขึ้นระหว่างปีค.ศ 1974 ถึง
ปีค.ศ 1982

แต่ไฮแลนด์ทาวเวอร์นั้นต้องกลายเป็นโครงการร้างเนื่องจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ 1993 เมื่อเกิดฝนตกเป็นต่อกันเป็นเวลานานกว่า 10 วัน10คืน ทำให้พื้นที่แห่งนี้ต้องรองรับน้ำเป็นจำนวนมากและดินที่สไลด์ลงไปด้านล่างทำให้ตึก 2 หลังได้แก่บล็อก 1 และบล็อก 4 ถล่มลง

เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 48 รายซึ่งมีผู้เปรียบเทียบไว้ว่าความรุนแรงของเหตุการณ์ดินถล่มในครั้งนี้พอๆกับเครื่องบิน boeing 747 จำนวน 400 ลำไหลลงไปพร้อมๆกัน

หลังจากเหตุการณ์นี้ทางการได้สั่งให้พวกพักอาศัยในอาคารที่เหลืออยู่อพยพออกทันทีและหลังจากวันนั้นก็กลายเป็นอาคารร้านตั้งแต่นั้นมา

ตามความเชื่อของชาวมาเลเซียนั้น สถานที่ใดๆถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้เหล่าภูตผีวิญญาณเร่ร่อนก็จะเข้ามาอยู่อาศัย

ตึกแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ ที่น่ากลัวสยองขวัญเกิดเหตุการณ์สยองขวัญสั่นประสาทที่หาคำตอบไม่ได้หลายครั้ง

เช่นแท็กซี่ที่วิ่งมาส่งผู้โดยสาร ยามค่ำคืนที่บริเวณหน้าโครงการ และเมื่อจอดให้ผู้โดยสารลงก็พบว่าเบาะหลังกลับมีแต่ความว่างเปล่า

หรือ เงามืดที่ยืนตระครุมๆอยู่ตามระเบียงของอาคารที่เหมือนกับจ้องมองลงมาด้านล่าง และเสียงผู้หญิงที่กรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วอาคาร

ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน จนทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในสถานที่สุดหล่อที่สุดในประเทศมาเลเซีย

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

นักวิชาการตะวันตก ให้ มาเลเซียเป็น เมืองหลวงอุปาทานหมู่ของโลก หลังพบปรากฏการณ์ ผีสิงยกคณะบ่อยครั้ง


มันเป็นเช้าวันศุกร์อันเงียบสงัดเมื่อ ก.ค. ปีที่แล้ว มีเรื่องราวโกลาหลเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่งทางเขตตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซีย สิตี นูรานิสะ (Siti Nurannisaa) นักเรียนหญิงวัย 17 ปี คือต้นตอของเหตุความวุ่นวายนี้ เรามาฟังคำบอกเล่าของเธอ

ตอนนั้นออดสัญญาณเรียกเข้าแถวดังขึ้น ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนอย่างสลึมสลือ พร้อม ๆ กับความรู้สึกว่ามีอะไรหนัก ๆ แหลม ๆ มาแตะที่บ่า ฉันเอี้ยวตัวไปดูว่ามีใครอยู่ข้างหลัง จากนั้นห้องก็มืดลง

ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำ รู้สึกรวดร้าวไปทั้งแผ่นหลังราวกับกำลังถูกฉีก หัวเริ่มมีอาการหมุนก่อนที่ตัวจะล้มลงบนพื้นก่อนจะรู้ตัวว่าอะไรเกิดขึ้น ฉันมองเข้าไปใน "โลกอีกใบ" ที่เต็มไปด้วยกองเลือดและความรุนแรง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ฉันเห็นคือ ใบหน้าของปีศาจร้าย มันตามหลอกหลอนฉัน ฉันหนีมันไปไม่พ้น ฉันอ้าปากและพยายามแผดร้องออกมา แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงใด ๆ แล้วฉันก็หมดสติไป

อาการเสียสติอันพุ่งพล่านที่เกิดขึ้นกับสิติ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องไปทั่วทั้งโรงเรียน เพียงไม่กี่นาที นักเรียนในห้องเรียนอื่นก็เริ่มกรีดร้องอย่างหวาดกลัว สะท้อนก้องไปมาไปทั้งโถงทางเดิน

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลมหมดสติหลังจากอ้างว่า เธอเห็นปีศาจตัวดำทะมึนตัวเดียวกัน

ทั้งนักเรียนและครูของโรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ เนชั่นแนล ในรัฐกลันตัน ปิดล็อกขังตัวเองไว้ห้องเรียน ต่อมาโรงเรียนได้เชิญนักบำบัดทางจิตวิญญาณ ของศาสนาอิสลามมาทำพิธีสวดมนต์หมู่

ถือได้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้น มีผู้ที่ตกอยู่ในภาวะอุปาทานหมู่ 39 คน

อุปาทานหมู่ (mass hysteria) เป็นกลุ่มอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่แพร่ต่อ ๆ กัน แสดงอาการตื่นตกใจ กระตุกชัก โดยไม่รู้ตัว เมื่อตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบสาเหตุความผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายได้

"มันเป็นอาการความเครียดสะสมที่ตอบสนองต่อการกระตุ้นที่ล้นเกินปกติของระบบประสาท" โรเบิร์ต บาร์โธโลเมว นักสังคมวิทยาการแพทย์ชาวอเมริกัน ระบุไว้ในหนังสือ Think of it as a software problem

การอุปาทานหมู่ไม่ถูกจัดว่าเป็นความผิดปกติทางจิต แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับกลไกการเกิดขึ้น จิตแพทย์จากโรงพยาบาลคิงส์คอลเลจในกรุงลอนดอน อธิบายอาการอุปาทานหมู่ว่าเป็น "พฤติกรรมรวมหมู่"
"อาการของคนที่เกิดอุปาทานหมู่จะเป็นลม หายใจหอบเร็ว ปวดหัว คลื่นไส้ สั่น หรือชักกระตุก บ่อยครั้งที่สามารถบอกได้ว่าเป็นอาการที่มีคำอธิบายทางการแพทย์ แต่เมื่อตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบสิ่งผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายอาการต่าง ๆ ได้"
แต่สาเหตุหลัก ๆ แล้ว มีปัจจัยทางด้านจิตวิทยาและสังคม

มีการบันทึกไว้ว่า อาการอุปาทานหมู่เกิดขึ้นทั่วโลก ย้อนประวัติศาสตร์ไปได้ถึงยุคกลาง เหตุการณ์ที่เกิดในมาเลเซียพบได้บ่อยครั้งในกลุ่มคนงานโรงงานยุค 1960 แต่ในปัจจุบันพบว่า อาการอุปาทานหมู่มักจะเกิดในโรงเรียนและหอพัก

บาร์โธโลเมว ใช้เวลาหลายทศวรรษในการทำวิจัยเกี่ยวกับอุปาทานหมู่ในมาเลเซีย เขาเรียกประเทศนี้ว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งอุปาทานหมู่ของโลก"
"มาเลเซียเป็นประเทศที่เคร่งศาสนาและเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทที่มีวิถีดั้งเดิมยังมีความเชื่อในนิยายปรัมปราและเรื่องเหนือธรรมชาติ"

อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่าด้วยการเกิดอุปาทานหมู่ในมาเลเซียเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากเกิดกับหญิงวัยรุ่นมุสลิมเชื้อชาติมาเลย์มากกว่าคนเชื้อชาติอื่นในประเทศ
"ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปาทานหมู่เกิดขึ้นอย่างท่วมท้นในหมู่ผู้หญิง...ซึ่งพบได้อย่างสม่ำเสมอในเอกสารวิชาการ"

ท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจี หมู่บ้านชาวมาเลย์ที่ชื่อว่า ปาดัง เลมเบะก์ ตั้งอยู่ที่ชานเมืองโกตาบารู เมืองเอกของรัฐกลันตัน
หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กที่ทุกคนรู้จักกันหมด สะท้อนภาพประเทศในอดีตได้เป็นอย่างดี มีร้านอาหารแบบบ้าน ๆ ร้านเสริมสวย มัสยิดและโรงเรียนดี ๆ ใกล้บ้าน

นี่เป็นหมู่บ้านที่ สิตี อาศัยอยู่ บ้านของเธอเป็นบ้านชั้นเดียวเรียบง่าย หลังคาสีแดง รั้วเขียว มีมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่สิติใช้ขี่ไปโรงเรียนกับรูสเดียห์ รุสลัน เพื่อนรัก จอดอยู่หน้าบ้าน

สิตี ก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด เธอรู้สึกว่าเครียดหนักในช่วงปีสุดท้ายของการเรียนในปี 2018 เมื่อเข้าสู่ช่วงของการสอบแข่งขัน

"ฉันเตรียมตัวมาเป็นสัปดาห์ พยายามจดจำบทคัดย่อต่าง ๆ แต่กลับมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น" เธอกล่าว "อ่านเท่าไร ท่องเท่าไร ก็ไม่เข้าหัว"
เหตุการณ์ที่โรงเรียนเมื่อเดือน ก.ค. ทำให้สิตีกินไม่ได้นอนไม่หลับ เธอต้องหยุดพักไปหนึ่งเดือนก่อนกลับมามีชีวิตที่ "เกือบเป็นปกติ"
ในทางการแพทย์บุคคลแรก หรือ "ผู้ป่วยต้นปัญหา" ที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการทางร่างกายในบุคคลอื่น คือ สิตี
"มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน" นักสังคมวิทยาการแพทย์ชาวอเมริกันกล่าว "มันเริ่มต้นจากเด็กคนหนึ่งจากนั้นก็แพร่ไปยังคนอื่นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยอยู่สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดและมีความกดดันสูง

อุปาทานหมู่เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดความวิตกกังวลในกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน เช่น เมื่อเห็นเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเป็นลม หรือชักเกร็ง ก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนอื่นเกิดอาการแบบเดียวกัน
รูสเดียห์ ไม่มีวันลืมวันที่สิตีกรีดร้องอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอบอกว่า "ไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นต้องทำอย่างไร พวกเรากลัวมากจนกระทั่งไม่กล้าสัมผัสตัวเธอ"
เด็กหญิงคู่นี้สนิทสนมกันมาก เกิดเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วทำให้พวกเธอผูกพันกันมากขึ้น "มันช่วยให้เราพูดคุยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และช่วยให้เราก้าวต่อไปได้"

ที่เกิดเหตุ
มองจากภายนอกโรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ดูเหมือนเป็นโรงเรียนทั่ว ๆ ไปในมาเลเซีย มีต้นไม้ใหญ่ กำแพงโรงเรียนทาด้วยสีเทาและเหลืองสดใส
แม่ค้าเพิงอาหารยอดนิยมหน้าโรงเรียนบอกว่า ระหว่างที่เธอกำลังเตรียมอาหาร เธอได้ยินเสียงแผดร้อง เธอเล่าว่า เห็นเด็กผู้หญิงอย่างน้อย 9 คน ถูกหามออกจากห้องเรียน บางคนเตะ ถีบ บางคนกรีดร้องโหยหวน เธอจำได้ว่าเด็กบางคนเป็นลูกค้าประจำของเธอด้วย
เธอกบอกว่า "มันเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจยิ่ง"
เธอเห็นหมอผีและผู้ช่วยหลายคนเข้าไปในห้องละมาด พวกเขาอยู่ที่นั่นนานหลายชั่วโมง เธอบอกว่า รู้สึกสงสารเด็ก ๆ ที่ต้องเห็นภาพเหตุการณ์วันนั้น

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว โรงเรียนได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก โดยปรับเปลี่ยนแผนการรับมือความปลอดภัยและเปลี่ยนบุคลากร นอกจากนี้การสวดประจำวันและโปรแกรมบรรยายด้านจิตวิทยา ก็ถูกบรรจุในห้องเรียน
"ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก เรายังตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลนักเรียนหลังเกิดเหตุด้วย"
ไม่แน่ชัดว่าการให้ความรู้ความเข้าใจที่โรงเรียนดำเนินการอยู่จะถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพด้านสุขภาพจิตหรือไม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน แนะนำว่า นักเรียนมาเลเซียทั่วประเทศควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้

"พวกเขาควรได้เรียนรู้ว่า ทำไมอุปาทานหมู่จึงเกิดขึ้นและมันแพร่ไปที่คนอื่นอย่างไร" ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ระบุ "สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล"
ด้านกระทรวงศึกษามาเลเซีย ปฏิเสธให้ความเห็นต่อเรื่องนี้
โรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ เป็นหนึ่งในโรงเรียนมัธยม 68 แห่งในรัฐกลันตัน ในปี 2016 ได้เกิดเหตุอุปาทานหมู่ในหลายโรงเรียน ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นบอกบีบีซีว่า ทางการไม่สามารถรับมือการอุปาทานหมู่ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งตอนนั้นได้ แต่ได้สั่งให้ปิดโรงเรียน
"มันเป็นเหตุอุปาทานหมู่ที่แพร่ระบาดไปทั่ว เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ลามจากโรงเรียนไปยังอีกโรงเรียน"

หนึ่งในอุปาทานหมู่ที่ตกเป็นข่าวดังเกิดใกล้กับเมืองปังกาลัน เชปา สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นักเรียนและครูตกอยู่ในภาวะ "ถูกสิง" หลังจากเห็น "รูปเงาดำทะมึน" เพ่นพ่านทั่วโรงเรียน มีคนตกอยู่ในอาการเช่นนี้ราว 100 คน
โรงเรียนที่หลอนที่สุดในมาเลเซีย
นักเรียนหญิงของโรงเรียนแห่งนี้เล่าว่า โรงเรียนของเธอเป็นโรงเรียนที่หลอนที่สุดในมาเลเซีย
"เหตุการณ์น่ากลัววันนั้นนานเป็นชั่วโมง แต่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ในการกลับมาเป็นปกติ" นักเรียนหญิงวัย 18 ปีกล่าว
เธอพาไปดูทางเดินใกล้สนามบาสเก็ตบอลที่เกิดเหตุที่มีต้นไม้ปลูกอยู่บริเวณนั้น
"เพื่อนในห้องของฉันบอกว่าเขาเห็นหญิงชรายืนอยู่ระหว่างต้นไม้"

"ฉันไม่เห็น แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับพวกเขามันดูจริงมาก" เช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นในโรงเรียนเธอไม่ได้มองเหตุการณ์นั้นว่าเป็นอุปาทานหมู่ หากแต่เป็นเรื่องลี้ลับ
เรื่องผีลี้ลับ รวมทั้งหมอผี เป็นสิ่งที่ฝังรากมาหลายศตวรรษในมาเลเซีย เด็ก ๆ โตขึ้นมากับเรื่องเล่าเกี่ยวกับทารกมรณะ ปิศาจนางไม้ที่ดูดเลือดมนุษย์ ต้นไม้และหลุมฝังศพมักเป็นฉากของเรื่องขนหัวลุก สถานที่พวกนี้ยิ่งเป็นตัวเสริมให้เกิดความเชื่อเรื่องที่เหนือธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในโรงเรียนมุสลิมเท่านั้น

ดร. อัซลี ราห์มัน นักมานุษยวิทยาชาวมาเลเซียในสหรัฐฯ เล่าเหตุการณ์อุปาทานหมู่ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในโรงเรียนชั้นนำที่เมืองกวนตัน (Kuantan) เมื่อปี 1976 เขาอธิบายเหตุตอนนั้นว่า "ทุกอย่างน่าสะพรึงมาก"
ระหว่างที่โรงเรียนกำลังมีการประกวดร้องเพลง นักเรียนหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเธอเห็น "พระสงฆ์ยิ้ม" อยู่บนยอดของหอพักนักเรียน และเริ่มกรีดร้องออกมา หลังจากนั้นหมอผีถูกส่งมาทำพิธีไล่ผีให้นักเรียนหญิง 30 คน ที่มีอาการดังกล่าว
"บทบาทของหมอผีคือการสวดภาวนาระหว่างความเป็นความตาย แต่สิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือสังคมต้องพิจารณาคำอธิบายที่ถูกต้องตามหลักตรรกะและเหตุผลที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่แพร่ต่อ ๆ กัน" ดร. อัซลี กล่าว

เปิดบ้านหมอผี
เหตุการณ์ที่เกิดกับสิตี เธอและครอบครัวได้รับคำอธิบายทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็หันหน้าไปหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณเช่นกัน

ซากี ยา ผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณที่มีประสบการณกว่า 20 ปี ประยุกต์คัมภีร์กุรอ่านของศาสนาอิสลามมาใช้ เขายังเชื่อในวิญญาณที่ชื่อว่า "จินน์" (Jinn) อันเป็นความเชื่อในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางและจักรวาลวิทยาของอิสลาม
"เราแบ่งโลกของเรากับสิ่งที่มองไม่เห็น" ซากีกล่าว "พวกเขามีทั้งดีและเลว แต่ก็เอาชนะได้ด้วยศรัทธา"
ภายในห้องของซากี คัมภีร์อิสลามถูกติดไว้ที่ฝาผนัง ใกล้ทางเข้ามีขวดน้ำมนต์ที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ที่มุมห้องมีของวัตถุลี้ลับวางรวมกันอยู่บนโต๊ะ ได้แก่ มีดที่ขึ้นสนิม หวี วัตถุทรงกลม และม้าน้ำตากแห้ง ซากีบอกว่าของพวกนี้เป็น สิ่งของสำหรับปัดเป่าความช่วยร้าย

ซากี อ้างถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับสิตีว่า เขาช่วยให้สิตีอาการดีขึ้น เขายังนำวิดีโอของเด็กหญิงอีกรายที่เขารักษามาให้ดู เป็นภาพหญิงรายนั้นดิ้นอย่างทุรนทุรายบนพื้นและมีผู้ชายสองคนพยายามเข้าควบคุมตัว
"ผู้หญิงจิตอ่อนและร่างกายอ่อนแอกว่า" เขากล่าว "นั่นทำให้ง่ายต่อการที่วิญญาณจะเข้ามาสู่ร่าง"
เขาอ้างว่า ภาวะทางจิตมีบทบาทในหลาย ๆ กรณีที่เป็นแบบนี้ แต่ให้น้ำหนักไปที่พลังงานของวิญญาณมากกว่า
"วิทยาศาสตร์มีความสำคัญ แต่ก็อธิบายเหตุเหนือธรรมชาติได้ไม่หมด... คนที่ไม่เชื่อจะไม่เข้าใจการเข้าจู่โจมแบบนี้จนกว่าจะเจอด้วยตัวเอง"

ชุดอุปกรณ์แก้อาการอุปาทานหมู่

นักวิชาการมุสลิมในรัฐปะหัง คิดค้นวิธีการกำจัดอาการอุปาทานหมู่ด้วยชุดอุปกรณ์ที่ขายในราคา 8,750 ริงกิต (65,000 บาท)
ชุดอุปกรณ์ประกอบไปด้วย กรดฟอร์มิก ยาดมแอมโมเนีย สเปรย์พริกไทย และคีมไม้ไผ่ ซึ่งใช้ดูดความเจ็บปวดออกจากร่างของคนที่ถูกวิญญาณเข้าสิงและขับไล่ภูตผีและวิญญาณออกจากร่าง
ทันทีที่อุปกรณ์พวกนี้วางขายเมื่อปี 2016 รัฐมนตรีคนหนึ่งของรัฐบาลมาเลเซียวิจารณ์ว่านี่เป็น "สัญลักษณ์ของสังคมที่ถอยหลัง"

อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์คลินิกของมหาวิทยาลัยปุตราของมาเลเซีย ไม่ปฏิเสธความเชื่อแบบนี้และบอกว่า วัฒนธรรมมาเลเซียมีวิธีการอยู่กับเรื่องแบบนี้ที่ต่างออกไป
"วิธีการรับมือที่ใช้ได้ผลคือการบูรณาการความเชื่อทางจิตวิญญาณและการดูแลรักษาสุขภาพจิตที่เพียงพอเข้าด้วยกัน"
มาเลเซีย : เมืองหลวงอุปาทานหมู่ของโลก ?
หากมาเลเซียเป็น "เมืองหลวงอุปาทานหมู่ของโลก" รัฐกลันตันที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น
"ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่รัฐกลันตัน ซึ่งเป็นรัฐอนุรักษ์นิยมที่เคร่งครัดศาสนา มีแนวโน้มเกิดเหตุอุปาทานหมู่มากที่สุด"
รัฐกลันตันเป็น 1 ใน 2 รัฐ ที่ปกครองโดยพรรคปาส (Parti Islam SeMalaysia - PAS) ซึ่งเป็นพรรคอิสลามที่มีฐานเสียงส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย

ทัศนียภาพของรัฐกลันตัน เมืองหลักของโกตาบารู
ที่นั่นมีวิถีชีวิตที่อิงกับศาสนาต่างไปจากรัฐอื่นในมาเลเซีย คือ เริ่มวันทำงานในวันอาทิตย์จบที่วันพฤหัส ส่วนวันศุกร์เป็นวันที่ชาวมุสลิมเดินทางไปละหมาดที่มัสยิด
แล้วศาสนาและความเชื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องอุปาทานหมู่หรือไม่ อาฟิค นูร์ นักวิชาการอิสระชาวมาเลเซีย ชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายศาสนาอิสลามที่เข้มงวดในโรงเรียนรัฐบาลอย่างเช่นในรัฐกลันตัน "เชื่อมโยง" กับการเพิ่มขึ้นของเหตุอุปาทานหมู่

"เด็กผู้หญิงมาเลเซียมุสลิมเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีกฎระเบียบทางศาสนาที่เข้มงวด" เขากล่าว "โรงเรียนจะคอยตรวจตราเสื้อผ้าอย่างเคร่งครัด และห้ามฟังเพลงที่ไม่ใช่เพลงมุสลิม"

สถานการณ์แบบนี้สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่า สภาพแวดล้อมที่บีบคั้นอาจสร้างความวิตกกังวลได้มากขึ้น
การระบาดของเหตุอุปาทานหมู่ยังมีรายงานว่า เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนหญิงล้วนคาทอลิกและสถานที่ทางศาสนาทั่วเม็กซิโก อิตาลี ฝรั่งเศส โรงเรียนในจังหวัดโคโซโว หรือกระทั่งในชมรมผู้นำเชียร์ที่เขตชนบทของรัฐแคโรไลนาในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แต่ละกรณีก็แตกต่างกันไปตามแต่บริบททางวัฒนธรรม แต่ลงเอยด้วยสถานการณ์อย่างเดียวกัน นักวิจัยลงความเห็นแล้วว่า การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เข้มงวด วัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม ส่งผลให้เกิดภาวะอุปาทานหมู่อย่างชัดเจน
ในมุมมองของสตีเฟน ไดมอนด์ นักจิตวิทยาคลินิก เห็นว่า บ่อยครั้งที่อาการที่แสดงถึงความเจ็บปวด ตกใจ และอับอาย เกี่ยวข้องกับภาวะอุปาทานหมู่ และอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะการเรียกร้องความสนใจ

"อาจมีกลุ่มอาการที่ชัดเจนบางอย่างที่บ่งชี้ได้ถึงสภาวะภายในจิตของมนุษย์ แต่จิตไม่อนุญาตให้ยอมรับในระดับใต้สำนึก หรือไม่อนุญาตให้แสดงความรู้สึกหรือเป็นคำพูดออกมาได้"

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

นักวิชาการตะวันตกชูมาเลเซียเป็น เมืองหลวงอุปาทานหมู่ของโลก หลังพบปรากฏการณ์ ผีสิงยกคณะบ่อยครั้ง


มันเป็นเช้าวันศุกร์อันเงียบสงัดเมื่อ ก.ค. ปีที่แล้ว มีเรื่องราวโกลาหลเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่งทางเขตตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซีย สิตี นูรานิสะ (Siti Nurannisaa) นักเรียนหญิงวัย 17 ปี คือต้นตอของเหตุความวุ่นวายนี้ เรามาฟังคำบอกเล่าของเธอ

ตอนนั้นออดสัญญาณเรียกเข้าแถวดังขึ้น ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนอย่างสลึมสลือ พร้อม ๆ กับความรู้สึกว่ามีอะไรหนัก ๆ แหลม ๆ มาแตะที่บ่า ฉันเอี้ยวตัวไปดูว่ามีใครอยู่ข้างหลัง จากนั้นห้องก็มืดลง

ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำ รู้สึกรวดร้าวไปทั้งแผ่นหลังราวกับกำลังถูกฉีก หัวเริ่มมีอาการหมุนก่อนที่ตัวจะล้มลงบนพื้นก่อนจะรู้ตัวว่าอะไรเกิดขึ้น ฉันมองเข้าไปใน "โลกอีกใบ" ที่เต็มไปด้วยกองเลือดและความรุนแรง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ฉันเห็นคือ ใบหน้าของปีศาจร้าย มันตามหลอกหลอนฉัน ฉันหนีมันไปไม่พ้น ฉันอ้าปากและพยายามแผดร้องออกมา แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงใด ๆ แล้วฉันก็หมดสติไป

อาการเสียสติอันพุ่งพล่านที่เกิดขึ้นกับสิติ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องไปทั่วทั้งโรงเรียน เพียงไม่กี่นาที นักเรียนในห้องเรียนอื่นก็เริ่มกรีดร้องอย่างหวาดกลัว สะท้อนก้องไปมาไปทั้งโถงทางเดิน

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลมหมดสติหลังจากอ้างว่า เธอเห็นปีศาจตัวดำทะมึนตัวเดียวกัน

ทั้งนักเรียนและครูของโรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ เนชั่นแนล ในรัฐกลันตัน ปิดล็อกขังตัวเองไว้ห้องเรียน ต่อมาโรงเรียนได้เชิญนักบำบัดทางจิตวิญญาณ ของศาสนาอิสลามมาทำพิธีสวดมนต์หมู่

ถือได้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้น มีผู้ที่ตกอยู่ในภาวะอุปาทานหมู่ 39 คน

อุปาทานหมู่ (mass hysteria) เป็นกลุ่มอาการทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่แพร่ต่อ ๆ กัน แสดงอาการตื่นตกใจ กระตุกชัก โดยไม่รู้ตัว เมื่อตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบสาเหตุความผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายได้

"มันเป็นอาการความเครียดสะสมที่ตอบสนองต่อการกระตุ้นที่ล้นเกินปกติของระบบประสาท" โรเบิร์ต บาร์โธโลเมว นักสังคมวิทยาการแพทย์ชาวอเมริกัน ระบุไว้ในหนังสือ Think of it as a software problem

การอุปาทานหมู่ไม่ถูกจัดว่าเป็นความผิดปกติทางจิต แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดเกี่ยวกับกลไกการเกิดขึ้น จิตแพทย์จากโรงพยาบาลคิงส์คอลเลจในกรุงลอนดอน อธิบายอาการอุปาทานหมู่ว่าเป็น "พฤติกรรมรวมหมู่"
"อาการของคนที่เกิดอุปาทานหมู่จะเป็นลม หายใจหอบเร็ว ปวดหัว คลื่นไส้ สั่น หรือชักกระตุก บ่อยครั้งที่สามารถบอกได้ว่าเป็นอาการที่มีคำอธิบายทางการแพทย์ แต่เมื่อตรวจทางการแพทย์แล้วไม่พบสิ่งผิดปกติทางร่างกายที่อธิบายอาการต่าง ๆ ได้"
แต่สาเหตุหลัก ๆ แล้ว มีปัจจัยทางด้านจิตวิทยาและสังคม

มีการบันทึกไว้ว่า อาการอุปาทานหมู่เกิดขึ้นทั่วโลก ย้อนประวัติศาสตร์ไปได้ถึงยุคกลาง เหตุการณ์ที่เกิดในมาเลเซียพบได้บ่อยครั้งในกลุ่มคนงานโรงงานยุค 1960 แต่ในปัจจุบันพบว่า อาการอุปาทานหมู่มักจะเกิดในโรงเรียนและหอพัก

บาร์โธโลเมว ใช้เวลาหลายทศวรรษในการทำวิจัยเกี่ยวกับอุปาทานหมู่ในมาเลเซีย เขาเรียกประเทศนี้ว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งอุปาทานหมู่ของโลก"
"มาเลเซียเป็นประเทศที่เคร่งศาสนาและเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ในชนบทที่มีวิถีดั้งเดิมยังมีความเชื่อในนิยายปรัมปราและเรื่องเหนือธรรมชาติ"

อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่าด้วยการเกิดอุปาทานหมู่ในมาเลเซียเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากเกิดกับหญิงวัยรุ่นมุสลิมเชื้อชาติมาเลย์มากกว่าคนเชื้อชาติอื่นในประเทศ
"ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปาทานหมู่เกิดขึ้นอย่างท่วมท้นในหมู่ผู้หญิง...ซึ่งพบได้อย่างสม่ำเสมอในเอกสารวิชาการ"

ท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจี หมู่บ้านชาวมาเลย์ที่ชื่อว่า ปาดัง เลมเบะก์ ตั้งอยู่ที่ชานเมืองโกตาบารู เมืองเอกของรัฐกลันตัน
หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กที่ทุกคนรู้จักกันหมด สะท้อนภาพประเทศในอดีตได้เป็นอย่างดี มีร้านอาหารแบบบ้าน ๆ ร้านเสริมสวย มัสยิดและโรงเรียนดี ๆ ใกล้บ้าน

นี่เป็นหมู่บ้านที่ สิตี อาศัยอยู่ บ้านของเธอเป็นบ้านชั้นเดียวเรียบง่าย หลังคาสีแดง รั้วเขียว มีมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่สิติใช้ขี่ไปโรงเรียนกับรูสเดียห์ รุสลัน เพื่อนรัก จอดอยู่หน้าบ้าน

สิตี ก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด เธอรู้สึกว่าเครียดหนักในช่วงปีสุดท้ายของการเรียนในปี 2018 เมื่อเข้าสู่ช่วงของการสอบแข่งขัน

"ฉันเตรียมตัวมาเป็นสัปดาห์ พยายามจดจำบทคัดย่อต่าง ๆ แต่กลับมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น" เธอกล่าว "อ่านเท่าไร ท่องเท่าไร ก็ไม่เข้าหัว"
เหตุการณ์ที่โรงเรียนเมื่อเดือน ก.ค. ทำให้สิตีกินไม่ได้นอนไม่หลับ เธอต้องหยุดพักไปหนึ่งเดือนก่อนกลับมามีชีวิตที่ "เกือบเป็นปกติ"
ในทางการแพทย์บุคคลแรก หรือ "ผู้ป่วยต้นปัญหา" ที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการทางร่างกายในบุคคลอื่น คือ สิตี
"มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน" นักสังคมวิทยาการแพทย์ชาวอเมริกันกล่าว "มันเริ่มต้นจากเด็กคนหนึ่งจากนั้นก็แพร่ไปยังคนอื่นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ป่วยอยู่สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดและมีความกดดันสูง

อุปาทานหมู่เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดความวิตกกังวลในกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน เช่น เมื่อเห็นเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเป็นลม หรือชักเกร็ง ก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนอื่นเกิดอาการแบบเดียวกัน
รูสเดียห์ ไม่มีวันลืมวันที่สิตีกรีดร้องอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอบอกว่า "ไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นต้องทำอย่างไร พวกเรากลัวมากจนกระทั่งไม่กล้าสัมผัสตัวเธอ"
เด็กหญิงคู่นี้สนิทสนมกันมาก เกิดเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วทำให้พวกเธอผูกพันกันมากขึ้น "มันช่วยให้เราพูดคุยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และช่วยให้เราก้าวต่อไปได้"

ที่เกิดเหตุ
มองจากภายนอกโรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ดูเหมือนเป็นโรงเรียนทั่ว ๆ ไปในมาเลเซีย มีต้นไม้ใหญ่ กำแพงโรงเรียนทาด้วยสีเทาและเหลืองสดใส
แม่ค้าเพิงอาหารยอดนิยมหน้าโรงเรียนบอกว่า ระหว่างที่เธอกำลังเตรียมอาหาร เธอได้ยินเสียงแผดร้อง เธอเล่าว่า เห็นเด็กผู้หญิงอย่างน้อย 9 คน ถูกหามออกจากห้องเรียน บางคนเตะ ถีบ บางคนกรีดร้องโหยหวน เธอจำได้ว่าเด็กบางคนเป็นลูกค้าประจำของเธอด้วย
เธอกบอกว่า "มันเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจยิ่ง"
เธอเห็นหมอผีและผู้ช่วยหลายคนเข้าไปในห้องละมาด พวกเขาอยู่ที่นั่นนานหลายชั่วโมง เธอบอกว่า รู้สึกสงสารเด็ก ๆ ที่ต้องเห็นภาพเหตุการณ์วันนั้น

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว โรงเรียนได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก โดยปรับเปลี่ยนแผนการรับมือความปลอดภัยและเปลี่ยนบุคลากร นอกจากนี้การสวดประจำวันและโปรแกรมบรรยายด้านจิตวิทยา ก็ถูกบรรจุในห้องเรียน
"ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก เรายังตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลนักเรียนหลังเกิดเหตุด้วย"
ไม่แน่ชัดว่าการให้ความรู้ความเข้าใจที่โรงเรียนดำเนินการอยู่จะถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพด้านสุขภาพจิตหรือไม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน แนะนำว่า นักเรียนมาเลเซียทั่วประเทศควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้

"พวกเขาควรได้เรียนรู้ว่า ทำไมอุปาทานหมู่จึงเกิดขึ้นและมันแพร่ไปที่คนอื่นอย่างไร" ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ระบุ "สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวล"
ด้านกระทรวงศึกษามาเลเซีย ปฏิเสธให้ความเห็นต่อเรื่องนี้
โรงเรียนมัธยมเคอะเตเระห์ เป็นหนึ่งในโรงเรียนมัธยม 68 แห่งในรัฐกลันตัน ในปี 2016 ได้เกิดเหตุอุปาทานหมู่ในหลายโรงเรียน ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นบอกบีบีซีว่า ทางการไม่สามารถรับมือการอุปาทานหมู่ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งตอนนั้นได้ แต่ได้สั่งให้ปิดโรงเรียน
"มันเป็นเหตุอุปาทานหมู่ที่แพร่ระบาดไปทั่ว เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ลามจากโรงเรียนไปยังอีกโรงเรียน"

หนึ่งในอุปาทานหมู่ที่ตกเป็นข่าวดังเกิดใกล้กับเมืองปังกาลัน เชปา สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นักเรียนและครูตกอยู่ในภาวะ "ถูกสิง" หลังจากเห็น "รูปเงาดำทะมึน" เพ่นพ่านทั่วโรงเรียน มีคนตกอยู่ในอาการเช่นนี้ราว 100 คน
โรงเรียนที่หลอนที่สุดในมาเลเซีย
นักเรียนหญิงของโรงเรียนแห่งนี้เล่าว่า โรงเรียนของเธอเป็นโรงเรียนที่หลอนที่สุดในมาเลเซีย
"เหตุการณ์น่ากลัววันนั้นนานเป็นชั่วโมง แต่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ในการกลับมาเป็นปกติ" นักเรียนหญิงวัย 18 ปีกล่าว
เธอพาไปดูทางเดินใกล้สนามบาสเก็ตบอลที่เกิดเหตุที่มีต้นไม้ปลูกอยู่บริเวณนั้น
"เพื่อนในห้องของฉันบอกว่าเขาเห็นหญิงชรายืนอยู่ระหว่างต้นไม้"

"ฉันไม่เห็น แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับพวกเขามันดูจริงมาก" เช่นเดียวกับนักเรียนคนอื่นในโรงเรียนเธอไม่ได้มองเหตุการณ์นั้นว่าเป็นอุปาทานหมู่ หากแต่เป็นเรื่องลี้ลับ
เรื่องผีลี้ลับ รวมทั้งหมอผี เป็นสิ่งที่ฝังรากมาหลายศตวรรษในมาเลเซีย เด็ก ๆ โตขึ้นมากับเรื่องเล่าเกี่ยวกับทารกมรณะ ปิศาจนางไม้ที่ดูดเลือดมนุษย์ ต้นไม้และหลุมฝังศพมักเป็นฉากของเรื่องขนหัวลุก สถานที่พวกนี้ยิ่งเป็นตัวเสริมให้เกิดความเชื่อเรื่องที่เหนือธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในโรงเรียนมุสลิมเท่านั้น

ดร. อัซลี ราห์มัน นักมานุษยวิทยาชาวมาเลเซียในสหรัฐฯ เล่าเหตุการณ์อุปาทานหมู่ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในโรงเรียนชั้นนำที่เมืองกวนตัน (Kuantan) เมื่อปี 1976 เขาอธิบายเหตุตอนนั้นว่า "ทุกอย่างน่าสะพรึงมาก"
ระหว่างที่โรงเรียนกำลังมีการประกวดร้องเพลง นักเรียนหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเธอเห็น "พระสงฆ์ยิ้ม" อยู่บนยอดของหอพักนักเรียน และเริ่มกรีดร้องออกมา หลังจากนั้นหมอผีถูกส่งมาทำพิธีไล่ผีให้นักเรียนหญิง 30 คน ที่มีอาการดังกล่าว
"บทบาทของหมอผีคือการสวดภาวนาระหว่างความเป็นความตาย แต่สิ่งสำคัญในเรื่องนี้คือสังคมต้องพิจารณาคำอธิบายที่ถูกต้องตามหลักตรรกะและเหตุผลที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่แพร่ต่อ ๆ กัน" ดร. อัซลี กล่าว

เปิดบ้านหมอผี
เหตุการณ์ที่เกิดกับสิตี เธอและครอบครัวได้รับคำอธิบายทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็หันหน้าไปหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณเช่นกัน

ซากี ยา ผู้เยียวยาทางจิตวิญญาณที่มีประสบการณกว่า 20 ปี ประยุกต์คัมภีร์กุรอ่านของศาสนาอิสลามมาใช้ เขายังเชื่อในวิญญาณที่ชื่อว่า "จินน์" (Jinn) อันเป็นความเชื่อในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางและจักรวาลวิทยาของอิสลาม
"เราแบ่งโลกของเรากับสิ่งที่มองไม่เห็น" ซากีกล่าว "พวกเขามีทั้งดีและเลว แต่ก็เอาชนะได้ด้วยศรัทธา"
ภายในห้องของซากี คัมภีร์อิสลามถูกติดไว้ที่ฝาผนัง ใกล้ทางเข้ามีขวดน้ำมนต์ที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ที่มุมห้องมีของวัตถุลี้ลับวางรวมกันอยู่บนโต๊ะ ได้แก่ มีดที่ขึ้นสนิม หวี วัตถุทรงกลม และม้าน้ำตากแห้ง ซากีบอกว่าของพวกนี้เป็น สิ่งของสำหรับปัดเป่าความช่วยร้าย

ซากี อ้างถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับสิตีว่า เขาช่วยให้สิตีอาการดีขึ้น เขายังนำวิดีโอของเด็กหญิงอีกรายที่เขารักษามาให้ดู เป็นภาพหญิงรายนั้นดิ้นอย่างทุรนทุรายบนพื้นและมีผู้ชายสองคนพยายามเข้าควบคุมตัว
"ผู้หญิงจิตอ่อนและร่างกายอ่อนแอกว่า" เขากล่าว "นั่นทำให้ง่ายต่อการที่วิญญาณจะเข้ามาสู่ร่าง"
เขาอ้างว่า ภาวะทางจิตมีบทบาทในหลาย ๆ กรณีที่เป็นแบบนี้ แต่ให้น้ำหนักไปที่พลังงานของวิญญาณมากกว่า
"วิทยาศาสตร์มีความสำคัญ แต่ก็อธิบายเหตุเหนือธรรมชาติได้ไม่หมด... คนที่ไม่เชื่อจะไม่เข้าใจการเข้าจู่โจมแบบนี้จนกว่าจะเจอด้วยตัวเอง"

ชุดอุปกรณ์แก้อาการอุปาทานหมู่

นักวิชาการมุสลิมในรัฐปะหัง คิดค้นวิธีการกำจัดอาการอุปาทานหมู่ด้วยชุดอุปกรณ์ที่ขายในราคา 8,750 ริงกิต (65,000 บาท)
ชุดอุปกรณ์ประกอบไปด้วย กรดฟอร์มิก ยาดมแอมโมเนีย สเปรย์พริกไทย และคีมไม้ไผ่ ซึ่งใช้ดูดความเจ็บปวดออกจากร่างของคนที่ถูกวิญญาณเข้าสิงและขับไล่ภูตผีและวิญญาณออกจากร่าง
ทันทีที่อุปกรณ์พวกนี้วางขายเมื่อปี 2016 รัฐมนตรีคนหนึ่งของรัฐบาลมาเลเซียวิจารณ์ว่านี่เป็น "สัญลักษณ์ของสังคมที่ถอยหลัง"

อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์คลินิกของมหาวิทยาลัยปุตราของมาเลเซีย ไม่ปฏิเสธความเชื่อแบบนี้และบอกว่า วัฒนธรรมมาเลเซียมีวิธีการอยู่กับเรื่องแบบนี้ที่ต่างออกไป
"วิธีการรับมือที่ใช้ได้ผลคือการบูรณาการความเชื่อทางจิตวิญญาณและการดูแลรักษาสุขภาพจิตที่เพียงพอเข้าด้วยกัน"
มาเลเซีย : เมืองหลวงอุปาทานหมู่ของโลก ?
หากมาเลเซียเป็น "เมืองหลวงอุปาทานหมู่ของโลก" รัฐกลันตันที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น
"ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่รัฐกลันตัน ซึ่งเป็นรัฐอนุรักษ์นิยมที่เคร่งครัดศาสนา มีแนวโน้มเกิดเหตุอุปาทานหมู่มากที่สุด"
รัฐกลันตันเป็น 1 ใน 2 รัฐ ที่ปกครองโดยพรรคปาส (Parti Islam SeMalaysia - PAS) ซึ่งเป็นพรรคอิสลามที่มีฐานเสียงส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย

ทัศนียภาพของรัฐกลันตัน เมืองหลักของโกตาบารู
ที่นั่นมีวิถีชีวิตที่อิงกับศาสนาต่างไปจากรัฐอื่นในมาเลเซีย คือ เริ่มวันทำงานในวันอาทิตย์จบที่วันพฤหัส ส่วนวันศุกร์เป็นวันที่ชาวมุสลิมเดินทางไปละหมาดที่มัสยิด
แล้วศาสนาและความเชื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องอุปาทานหมู่หรือไม่ อาฟิค นูร์ นักวิชาการอิสระชาวมาเลเซีย ชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายศาสนาอิสลามที่เข้มงวดในโรงเรียนรัฐบาลอย่างเช่นในรัฐกลันตัน "เชื่อมโยง" กับการเพิ่มขึ้นของเหตุอุปาทานหมู่

"เด็กผู้หญิงมาเลเซียมุสลิมเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีกฎระเบียบทางศาสนาที่เข้มงวด" เขากล่าว "โรงเรียนจะคอยตรวจตราเสื้อผ้าอย่างเคร่งครัด และห้ามฟังเพลงที่ไม่ใช่เพลงมุสลิม"

สถานการณ์แบบนี้สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่า สภาพแวดล้อมที่บีบคั้นอาจสร้างความวิตกกังวลได้มากขึ้น
การระบาดของเหตุอุปาทานหมู่ยังมีรายงานว่า เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนหญิงล้วนคาทอลิกและสถานที่ทางศาสนาทั่วเม็กซิโก อิตาลี ฝรั่งเศส โรงเรียนในจังหวัดโคโซโว หรือกระทั่งในชมรมผู้นำเชียร์ที่เขตชนบทของรัฐแคโรไลนาในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แต่ละกรณีก็แตกต่างกันไปตามแต่บริบททางวัฒนธรรม แต่ลงเอยด้วยสถานการณ์อย่างเดียวกัน นักวิจัยลงความเห็นแล้วว่า การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เข้มงวด วัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม ส่งผลให้เกิดภาวะอุปาทานหมู่อย่างชัดเจน
ในมุมมองของสตีเฟน ไดมอนด์ นักจิตวิทยาคลินิก เห็นว่า บ่อยครั้งที่อาการที่แสดงถึงความเจ็บปวด ตกใจ และอับอาย เกี่ยวข้องกับภาวะอุปาทานหมู่ และอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะการเรียกร้องความสนใจ

"อาจมีกลุ่มอาการที่ชัดเจนบางอย่างที่บ่งชี้ได้ถึงสภาวะภายในจิตของมนุษย์ แต่จิตไม่อนุญาตให้ยอมรับในระดับใต้สำนึก หรือไม่อนุญาตให้แสดงความรู้สึกหรือเป็นคำพูดออกมาได้"

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

Boogeyman


บูกี้ แมน Boogeyman
Boogeyman?หรือบูกี้แมน มาหลายชื่อเพราะมันปรากฏตัวทั่วโลก เช่นboeman (เดนมาร์ก), buse (นอร์เวย์), b?can,?p?ca, pooka or pookha (Irish Gaelic), pwca, bwga or bwgan (เวลล์), puki (Old Norse), pixie or piskie (Cornish), puck (อังกฤษ), bogu (Slavonic, buka Russian)?

เป็นผีหรือปีศาจ มีความโหดร้านเลือดเย็น โบกีย์แมนไม่มีตัวตนจริงๆ มันสามารถเปลี่ยนรูปร่างต่างๆ ได้ และสามารถผ่านเข้าไปได้ทุกๆ ที่ บางที่อาจเป็นเพียงธุรี ปลิวเข้าทางช่องหน้าต่างหรือรูกุญแจ บางทีอาจเป็นเงารางๆ แต่มันสามารถฆ่าคนได้ มีความเชื่อว่า พวกฆาตกรต่อเนื่องหรือซีเรียล คิลเลอร์ที่ก่อคดีฆาตกรรมมากมายนั้นคือ โบกีย์แมนนั้นเอง โบกีย์แมนยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการที่พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่จะเอาไว้
หลอกเด็กๆ ให้เกิดความกลัวเวลาเล่นซน

โบกีย์แมนนั่นมาจากเรื่องจริง ในแถบเกาะชวาหรือมาเลเซีย ซึ่งชาวอังกฤษเข้ามายึดครองพื้นที่แถบนี้ โดยโบกีย์แมนนั้นมาจาก บูกีส(Bugis) ที่เป็นโจรสลัดในแถบนั้น มีความโหดร้าย ปล้นฆ่านักเดินทางอยู่ในย่านนั้น สร้างความหวาดกลัวเป็นอันมาก จนมีคำขู่กับลูกเรือที่นอกลู่นอกทางกันว่า ?เดี๋ยวบูกิสจะมาเอาชีวิต? จนกระทั้งความหวาดกลัวที่มีต่อบูกิสติดตามมายังอังกฤษ

รายการบล็อกของฉัน