ค้นหา

ที่นี่มีผี..รวมเรื่องลึกลับสยองขวัญสั่นประสาทตาเหลือกตากลับ
บางทีก็น่ากลัวบางทีก็ไม่น่ากลัวรวมๆกันไป
ที่นี่เปิด รับทุกอย่างที่เกี่ยวกับผีๆวิญญาณ
ท่านใดชอบเรื่องผีหรือมีคลิปผีถ่ายติดวิญญาณ.. น่าสนใจ..
ติดต่อส่งตั้งกระทู้มาที่ ghost-in-manman ด้านข้างครับ
แนะนำข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเชิญได้ครับ
ดูเว็บ ghost-in-manman แล้วหาความรู้เพิ่มเติม..ไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ครับ
สุดท้ายขอขอบคุณเพื่อนๆที่ให้ความสนใจและ ให้ข้อมูลเรื่องน่ากลัวๆเรื่องประสบการณ์ทางวิญญาณ มาทางเราจะนำมาลงให้อ่านกันในครั้งต่อไปนะครับ.....
อย่าลืมดูเว็บ ghost-in-manman

chat love manman1

chat love manman 2

chat love manman 3

chat love manman 4

chat love manman 5

chat love manman6

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีศาจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีศาจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568

ปีศาจเท็งงุเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดในตำนานของญี่ปุ่นปีศาจที่รักสงบและสุภาพ



ปีศาจเท็งงุเป็นสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดในตำนานของญี่ปุ่นปีศาจที่รักสงบและสุภาพ
เท็งงุ (ญี่ปุ่น: 天狗; โรมาจิ: Tengu; "สุนัขฟ้า, สุนัขสวรรค์") เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานของญี่ปุ่น โดยเชื่อว่าเท็งงุมีภาพลักษณ์ของปีศาจร้ายและมักจะสร้างพายุเข้าโจมตีผู้คนเสมอๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถูกพายุถล่มบ่อยครั้ง เท็งงุเป็นข้ารับใช้ของไดเทนกุซึ่งมักปรากฏภาพของไดเทนกุที่ล้อมรอบไปด้วยเท็งงุ บางความเชื่อนั้นเชื่อว่าเท็งงุไม่ได้เป็นผีร้าย ทั้งยังเป็นปีศาจที่รักสงบและสุภาพ แต่การกระทำร้ายๆนั้นเป็นเพราะเท็งงุต้องทำตามคำสั่งของไดเทนกุ



ประติมากรรมเท็งงุ
ความเชื่อ

ลักษณะ
ตามความเชื่อแล้ว เท็งงุมีแต่เพศผู้ จะอาศัยอยู่ในป่าลึก เป็นผีที่คาดเดาไม่ได้ ตามเรื่องเล่ามักจะพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยาก บางครั้งมันจะลักพาตัวเด็กๆไปทิ้งไว้ในป่าแล้วเฝ้ามองเด็กที่หลงทางอยู่ในป่า แต่บางเรื่องเล่าผู้คนก็บอกว่าเมื่อใดที่หลงป่า ให้ขอร้องให้เท็งงุช่วยแล้วมันจะนำทางออกจากป่าให้ได้ เท็งงุยังชอบปล่อยข่าวลือ สร้างความวุ่นวายให้มนุษย์ แต่บางคนกลับเชื่อว่าเท็งงุชอบสงคราม อีกทั้งมันยังเชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรมีอำนาจมากเกินไป เหตุการณ์การประท้วงหรือสงครามในสมัยก่อนจึงมักโทษว่าเป็นฝีมือของเท็งงุที่ปล่อยข่าวลือ

เท็งงุสามารถเรียกพายุได้ เชี่ยวชาญมนต์มายา และวิชาแปลงกาย มีพละกำลังมากทั้งยังเจนจัดการรบ เป็นสมุนที่พึ่งพาได้ของไดเทนกุซึ่งเป็นเทนกุที่มีลำดับชั้นสูงกว่า ลักษณะของเท็งงุคล้ายกับมนุษย์นก ซึ่งมักไปไหนมาไหนด้วยการบิน แต่ว่าไดเทนกุจะใช้วิธีเคลื่อนย้ายในพริบตา มากกว่าการบินถ้าเป็นระยะทางสั้นๆ

นิสัย
เท็งงุชื่นชมผู้กล้าที่กล้าต่อกรกับผู้นำทรราชย์ เท็งงุจะช่วยเหลือเหล่าผู้กล้า ให้สามารถสู้เพื่อความยุติธรรมได้ จึงมีคนเชื่อว่าการที่ชื่อเสียงของเท็งงุเสียหาย เป็นเพราะเหล่าผู้นำทรราชย์ที่สูญเสียอำนาจใส่ความเท็งงุ ดังนั้นแม้ว่าในยุคปัจจุบันมนุษย์จึงมีความยำเกรงเท็งงุ บางครั้งถึงกับเรียกว่าเป็น เทพพยาบาท เมื่อใดที่มนุษย์ล่มหลงในอำนาจ หรือผิดคำสาบาน เท็งงุจะออกมาจากเขาแล้วทำลายผู้นั้นให้สิ้น




ตำนาน
ตำนานที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเท็งงุ คือ เรื่องราวของ มินะโมะโตะ โนะ โยะชิสึเนะ (Minamoto no Yoshitsune) ซึ่งเดิมชื่อว่าอุชิวากะมารุ เป็นลูกชายของ โยริโทโมะซึ่งเป็นเจ้าเมืองที่ถูกลอบสังหาร แต่อุชิวากะมารุได้รับการไว้ชีวิต อุชิวากะมารุจึงออกบวช และเร้นกายอยู่ในวัดแถบหุบเขาคุรามะ มีอยู่วันหนึ่ง อุชิวากะมารุได้ไปพบกับเท็งงุเข้า เท็งงุรู้สึกถูกชะตากับอุชิวากะมารุ จึงสอนเพลงดาบให้ จนอุชิวากะมารุเป็นนักดาบที่เก่งกาจ และสามารถรวบรวมกองกำลัง ชิงอำนาจกลับคืนมาได้เป็นผลสำเร็จ และได้เป็น มินาโมโตะ โน โยชิซึเนะ


ในภาพยนตร์เรื่อง จูมง นกสามขาเป็นสัญลักษณ์ของจูมง และเนื่องจากว่านกสามขากับเท็งงุมีลักษณะที่คล้ายกัน ซึ่งภาพลักษณ์ของเท็งงุไม่ค่อยดีนัก ทำให้ธิดาเทพยองมีอึนที่มองเห็นการมาของนกสามขาทำนายผิดพลาดไป คิดว่าจูมงจะเป็นกาลกีณีกับแคว้นพูยอ ต้องหาทางกำจัดเสีย ซึ่งธิดาเทพลืมไปว่าเท็งงุยังมีนิสัยชอบช่วยเหลือผู้กล้า ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับผู้นำทรราชย์ ภายหลังธิดาเทพยองมีอึน จึงนับถือเท็งงุเป็นเทพคุ้มครอง

นกสามขาที่มีลักษณะคล้ายกับเท็งงุก็คืออีกาสามขา ยะตะกะระสุ (八咫烏) ซึ่งเป็นนกประจำตัวของเทพีสุริยาอะมะเตะระสุและเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นในปัจจุบัน


มีเรื่องเล่าหนึ่งเล่าว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งที่สายตาย่ำแย่มาก เล็งอะไรไม่เคยแม่นยำเลย แต่ถูกเท็งงุเข้าสิง และในฝันเท็งงุได้สอนวิชาดาบให้กับเด็กผู้หญิงคนนั้น จนเธอกลายเป็นนักดาบที่ร้ายกาจและมีชื่อเสียง บางข่าวลือก็เล่าว่า เหล่าชิโนบิหรือนินจา คือเหล่าผู้ที่ได้รับการฝึกฝนวิชาจากเท็งงุ

ทำไมถึงเรียกว่าปลากระเบนปีศาจ


ทำไมถึงเรียกว่าปลากระเบนปีศาจ
ปลากระเบนปีศาจ (อังกฤษ: Devil rays) เป็นปลากระเบนสกุลหนึ่ง จัดอยู่ในสกุล Mobula ในวงศ์ปลากระเบนนก (Myliobatidae)

มีลักษณะใกล้เคียงกับปลากระเบนราหู หรือปลากระเบนแมนตา ที่อยู่ในสกุล Manta ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกัน มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า "ปลากระเบนบิน"

 จากความสามารถที่สามารถกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำได้อย่างสวยงาม มีความกว้างของลำตัวจากปลายครีบอีกข้างหนึ่งจรดอีกข้างหนึ่งได้ถึง 5.2 เมตร (17 ฟุต) และมีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งตัน


ปลากระเบนปีศาจในอ่าวแคลิฟอร์เนีย (ทะเลคอร์เตส) มีรายงานว่ากระโดดได้สูงกว่า 2 เมตร


ซึ่งพฤติกรรมในการกระโดดนี้ยังไม่ทราบถึงสาเหตุ แต่สันนิษฐานว่า อาจเป็นการกระโดดเพื่อต้อนอาหารซึ่งได้แก่ ปลาขนาดเล็ก หรือเคย ให้ตกใจ และรวมกลุ่มอยู่ในฝูงของปลากระเบนปีศาจที่อยู่ตรงกลาง 


เพื่อง่ายต่อการกินเป็นอาหาร เพราะการกระโดดจะเป็นการกระโดดของปลาที่อยู่ด้านข้างฝูง หรืออาจเป็นไปได้ว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความสนุกเท่านั้น

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

Boogeyman


บูกี้ แมน Boogeyman
Boogeyman?หรือบูกี้แมน มาหลายชื่อเพราะมันปรากฏตัวทั่วโลก เช่นboeman (เดนมาร์ก), buse (นอร์เวย์), b?can,?p?ca, pooka or pookha (Irish Gaelic), pwca, bwga or bwgan (เวลล์), puki (Old Norse), pixie or piskie (Cornish), puck (อังกฤษ), bogu (Slavonic, buka Russian)?

เป็นผีหรือปีศาจ มีความโหดร้านเลือดเย็น โบกีย์แมนไม่มีตัวตนจริงๆ มันสามารถเปลี่ยนรูปร่างต่างๆ ได้ และสามารถผ่านเข้าไปได้ทุกๆ ที่ บางที่อาจเป็นเพียงธุรี ปลิวเข้าทางช่องหน้าต่างหรือรูกุญแจ บางทีอาจเป็นเงารางๆ แต่มันสามารถฆ่าคนได้ มีความเชื่อว่า พวกฆาตกรต่อเนื่องหรือซีเรียล คิลเลอร์ที่ก่อคดีฆาตกรรมมากมายนั้นคือ โบกีย์แมนนั้นเอง โบกีย์แมนยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการที่พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่จะเอาไว้
หลอกเด็กๆ ให้เกิดความกลัวเวลาเล่นซน

โบกีย์แมนนั่นมาจากเรื่องจริง ในแถบเกาะชวาหรือมาเลเซีย ซึ่งชาวอังกฤษเข้ามายึดครองพื้นที่แถบนี้ โดยโบกีย์แมนนั้นมาจาก บูกีส(Bugis) ที่เป็นโจรสลัดในแถบนั้น มีความโหดร้าย ปล้นฆ่านักเดินทางอยู่ในย่านนั้น สร้างความหวาดกลัวเป็นอันมาก จนมีคำขู่กับลูกเรือที่นอกลู่นอกทางกันว่า ?เดี๋ยวบูกิสจะมาเอาชีวิต? จนกระทั้งความหวาดกลัวที่มีต่อบูกิสติดตามมายังอังกฤษ

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ผีเข้าสิง

ผีเข้าสิง
เมื่อผ่านช่วงเวลาของการสอบเอนทรานซ์มา ทุกคนคงจะจำภาพในบรรยากาศรับน้องได้ว่ามีแต่ความสนุกสนานเฮฮา และทำให้รุ่นพี่รุ่นน้องได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นแต่สำหรับบางคนคงจะไม่มี วันลืมวันนั้นได้เลย เรื่องราวเกิดขึ้นที่สถานที่ๆ เราไปยังจังหวัดกาญจนบุรี เป็นรีสอร์ทเล็กๆ

เพราะมันไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เลย แต่พวกพี่น้องต่างก็บอกกันว่า เหมาะเป็นสถานที่ไว้ก๊งเหล้าตอนกลางคืน และตอนช่วงบ่ายๆ หลังจากที่คนอื่นได้พาน้องๆไปตะลุยเข้าฐานต้อนรับน้องใหม่กันแล้วก็ถึง หน้าที่ของคนที่ต้องคอยจัดขั้นตอนพิธีการ และพวกเราทั้ง 5 คน ต้องไปตัดต้นกลัวยเพิ่ม เพื่อที่จะนำใบตองมาตกแต่งบายศรีเพิ่ม เพราะที่นำมาจากกรุงเทพฯ พออยู่บนรถก็มีความเสียหายไปบ้าง

ใน 5 คนนั้นมีตัวดิฉันเองและเพื่อนผู้ชาย ซึ่งเรียนรุ่นเดียวกัน 1 คน และยังมีรุ่นน้องตามไปด้วยอีก 3 คน เป็นหญิง 2 ชาย 1 พอเห็นว่าได้ที่ตัดต้นกล้วยแล้วต่างก็ยกมือขอเจ้าที่เจ้าทางว่าขอตัดใบตองไป เพื่อใช้ทำพิธีทำอะไรผิดพลาดไปก็ขออภัยไว้ก่อนจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ ผู้ชาย 2 คนที่ต้องตัดต้นกล้วยพวกผู้หญิงจะมาช่วยกันแบกเฉยๆ แต่แล้วในที่สุดน้องผู้หญิงที่ไปด้วยคนหนึ่งกลับพูดว่า ทำไมต้นนี้ตัดยากตัดเย็นเสียจริง ยางก็เยอะ ซึ่งทุกคนก็บอกเออน่า !!! อย่าเที่ยวบ่นไปหน่อยเลย

แต่ใครจะไปรู้ว่าคำพูดของน้อง ผู้หญิงคนนั้นจะกลายเป็นความเดือดร้อน
ในเวลาต่อมาเพราะอยู่ๆ เหตุการณ์ที่ทุกคนไม่เคยพบเจอ และไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อกำลังจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับน้องๆ จู่ๆ น้องคนนั้นก็มีอาการโวยวาย แล้วนั่งตัวสั่นขึ้นมา ทุกคนก็ไม่มีใครรู้สาเหตุว่าเธอเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร

บรรยากาศจากความเงียบสงบกลายมา เป็นความโกลาหลในทันที เพราะทุกคนนึกว่าเธอจะเป็นลมบ้าหมู หรือเป็นโรคอะไร ช่วยกันปฐมพยาบาลกันยกใหญ่ จนไปยุ่งกับเขามากมีการตวาดใส่มาว่า ไม่ต้องมายุ่งกับกู พวกแกทำอะไรลงไปทำไมไม่ขออนุญาตกูก่อน

ที่เคยนั่งล้อมกันเป็นวงกลมใหญ่ กลายเป็นกลุ่มเป็นก้อนกันหมดเพราะทุกคนต่างก็มากระจุกตัวเบียดเสียดอยู่ด้วย กันคราวนี้หัวหน้ารุ่นพี่ที่เหมือนเป็นคนดูแล ทุกคนพูดออกมาว่าตอนเย็นใครไปทำอะไรมาหรือเปล่า ได้ขอโทษเจ้าที่เจ้าทางหรือยัง จนดิฉันนึกถึงคำพูดของน้องผู้หญิงคนนั้นได้ รุ่นน้องคนหนึ่งได้ถอดสร้อยพระนำมาคล้องคอให้กับน้องผู้หญิงรู้สึกว่าน้อง เค้ามีอาการสงบเงียบลง แต่นั่งหน้าตาซึมตลอด จนตลอดทั้งคืนนั้นพวกรุ่นพี่เองก็นอนกันไม่ค่อยหลับทุกคน เลยตัดสินใจว่าจะพารุ่นน้องคนนั้นกลับกรุงเทพฯ เพื่อไปปรึกษากับพ่อแม่แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้ปกครองของน้องคนนั้น ฟัง น้องคนที่เป็นเจ้าของสายสร้อยได้ติดตามมาด้วยจากกาญจนบุรีแนะนำให้ไปหาหลวง พี่ที่เขาสนิทสนม เผื่อท่านจะช่วยอะไรได้บ้างเพราะพ่อแม่ของน้องเห็นสภาพลูกเขาที่ได้แต่นั่ง
ตาซึม มองซ้ายมองขวาแต่ไม่มีการพูดจาสนทนา หากใครไปมองเข้านานๆจะมีอาการจ้องตาเขม็งตอบ ทุกคนจะกลัวกันมากหลังจากพาน้องไปพบกับหลวงพี่จึงได้รู้ว่า

คนที่ตามน้องมาด้วยนั้น เค้าโกรธมากที่ไปพูดดูถูกเขา หลวงพี่บอกว่าเธอเป็นนางตานี ให้รีบถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้เขา และกล่าวคำขอขมาลาโทษไปด้วย พร้อมกับกรวดน้ำ จากนั้นพวกเราก็นั่งในวัด พูดคุยกับหลวงพี่ไปเรื่อยๆ

ในที่สุดน้องเขาก็หายเป็นปกติ งงว่าทำไมถึงมาทำอะไรกันที่วัดนี้ ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือ กำลังนั่งทำพิธีกันอยู่ในคืนรับน้อง พวกเราเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าตัวฟัง เธอถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาเลยและบอกว่าวันหลังจะระวังคำพูดให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่น้องคนนั้นหรอกค่ะที่กลัวทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็หวาดกลัว กันหมด จากนั้นทุกคนก็ได้แกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะทุกคนได้ตรากตรำอดตาหลับขับตานอน กันมาเป็นเวลา 2 วัน 2 คืนเต็มๆ
ทีเดียว

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

ห้องน้ำผีนรก

(ภาพประกอบ)

ห้องน้ำนรก
เรียบเรียงโดย...ขนหัวลุกใบหนาด
"นก" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากห้องน้ำผีสิง

นก เพิ่งจะเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอได้ไม่กี่วัน เนื่อง จากย้ายโรงเรียนตามพ่อเหมือนลูกข้าราชการส่วนหนึ่ง ที่ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นที่นี่ บางคนก็มีเพื่อนเก่ามากมายเพราะต้องย้ายบ่อยครั้ง

โรงเรียนนี้เป็น ตึกสองชั้น ค่อนข้างเก่าแก่เกือบจะทรุดโทรม สนามกีฬาก็มีแต่หญ้าแห้งเป็นกระจุก พอๆ กับเสาธงที่ตั้งแทบจะไม่ตรง ก่ออิฐล้อมรอบ ส่วนธงชาติก็สีซีดจางเต็มที ด้านหลังเป็นห้องน้ำสีน้ำตาลที่สีลอกเป็นแผ่นๆ ถัดออกไปมีแต่ทิวไม้หนาครึ้มแทบจะล้อมรอบทั้งหมด

เด็กนักเรียนที่ บ้านอยู่ไกล ต้องขึ้นรถสองแถวมาบ้าง ถีบจักรยานมาบ้าง สองข้างทางมีบ้านช่องอยู่ห่างๆ กัน บรรยากาศค่อนข้างเปล่าเปลี่ยว ชวนให้วังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก

เย็นวันหนึ่งก็เกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้น!

วัน นั้นโรงเรียนเลิกแล้ว ฟ้าครึ้มฝนจนไม่มีแสงแดดส่องลงมาเลย แต่นักเรียนชายเล่นฟุตบอลกันเกรียวกราว ส่วนนักเรียนหญิงบ้านใกล้ๆ ก็เดินกลับ บ้างก็ขี่รถจักรยานที่มีเพื่อนซ้อนท้าย แต่ส่วนหนึ่งยังรอรถสองแถว โดยจับกลุ่มกินขนมกันที่โต๊ะใต้ต้นไม้

นกรอรถสองแถวเหมือนกัน แต่รู้สึกปวดท้องเบาเลยปลีกตัวไปที่ห้องน้ำด้านหลัง มีต้นกล้วยใหญ่ๆ ขึ้นดกหนาทั้งตามทางเดินและหลังห้องน้ำ

มี การแบ่งเป็นสุขาชาย-หญิงเรียบร้อย ของผู้ชายต้องเดินเลยไปด้านใน ส่วนของผู้หญิงมีประตูมิดชิด เข้าไปด้านในเป็นอ่างล้างมือทางซ้าย ห้องสุขาเรียงรายอยู่ด้านขวา...ตอนนั้นไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำแม้แต่คนเดียว

จู่ๆ เสียงประตูก็ปิดโครมจนนกสะดุ้งโหยง...

รู้สึกเหมือนโดนขังไม่มีผิด! อากาศเย็นวูบลงจนขนลุกซ่า...นกนึกสังหรณ์ใจยังไงชอบกล เลยเดินกลับไปเปิดประตู แต่ปรากฏว่ามันปิดสนิท!

เอ๊ะ! อะไรกันนี่? ใครต้องแอบย่องตามหลังมาเล่นแกล้งแน่ๆ เลย เล่นเอาเหลียวซ้ายแลขวา มองเห็นช่องลมของอิฐบล็อกแบบโปร่งๆ สรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบเชียบเหมือนโลกนี้กลายเป็นโลกร้างโดยสิ้นเชิง

เสียงลมพัดวู่หวิวเหมือนเสียงใครครวญครางอยู่ข้างนอก

เสียงยอดตองกระทบกันเพราะแรงลมดังพึ่บๆ น่ากลัว อากาศก็เย็นลง... เย็นลงทุกที ทั้งๆ ที่อยู่ในฤดูร้อนแท้ๆ

นก หายปวดท้องเบาเป็นปลิดทิ้ง อยากจะเผ่นออกจากห้องน้ำนี้โดยเร็วที่สุด ดูมันหลอนๆ น่าสยองอย่างบอกไม่ถูก แต่ประตูห้องปิดสนิท...หรือว่าภารโรงเข้ามาปิดประตูใส่กุญแจเสียแล้วเพราะ ไม่รู้ว่ามีคนอยู่

ทำไมแกไม่เข้ามาดูแลให้แน่ใจก่อนนะ?

ปราด เข้าไปเขย่าประตูก็แล้ว ใช้กำปั้นทุบแรงๆ ก็แล้ว แต่คำตอบคือความเงียบจนน่าใจหาย นกอยากร้องไห้เพราะความกลัวระคนกับอัดอั้นตันใจ ตะเบ็งเสียงแทบแสบแก้วหูตัวเอง

"ช่วยด้วย! เปิดประตูด้วย นกอยู่ในนี้...ช่วยด้วย..."

คราว นี้น้ำตาไหลพรากเลย ไม่มีคำตอบใดๆ นอกจากเสียงตัวเองที่สะท้อนไปมา ตัดสินใจเดินย้อนเข้าไปข้างใน ผ่านประตูห้องสุขาราว 4-5 ห้องที่เปิดแง้มอยู่ทุกห้อง...มองหาลู่ทางว่าจะออกไปจากห้องน้ำนี่ได้ยังไง กัน?

โครม! โครม!!

สะดุ้งโหยงพร้อมกับร้องกรี๊ดๆ อย่างลืมตัว เมื่อเสียงสนั่นหวั่นไหวเกิดจากประตูห้องสุขากระแทกปิด-เปิดออกแล้วก็ปิดปึง ปังให้เห็นต่อหน้าต่อตา

คราวนี้นกสติแตกกระเจิงในบัดดล!

ยก สองมืออุดหู หลับตาร้องกรี๊ดๆๆ ด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะเป็นบ้า...ได้ยินเสียงเอะอะดังแว่วๆ ตาม ด้วยเสียงเรียกชื่อ มีใครมาจับไหล่ทั้งสองข้างเขย่า เล่นเอาสะดุ้งผวา กรีดร้องไม่หยุดหย่อน จนแรงเขย่าเพิ่มขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกชื่อดังๆ อยู่ข้างหูจึงได้ลืมตามอง

เห็นหน้าเพื่อนๆ กับครูประจำชั้น ทำให้ปล่อยโฮออกมาอย่างอัดอั้นใจสุดขีด รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดตายมาหยกๆ

วัน ต่อมาจึงได้รู้ความจริงว่า มีนักเรียนม.3 ผูกคอตายในห้องน้ำเพราะโดนพ่อแม่ดุด่าเรื่องไม่สนใจการเรียน...มีเด็กถูกผี หลอกหลายคนแล้ว ใครจะเข้าห้องน้ำต้องมากันหลายๆ คน แต่นกเป็นเด็กใหม่ ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลยถูกผีหลอกแทบจะช็อกตาย!

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เหรียญ!!


ผมมีลูกสาวคนเดียว คือ น้องเอื้อง แกเป็นสุดสวาทขาดใจของคนทั้งบ้าน ตอนนี้อายุ 4 ขวบกว่า อยู่อนุบาลสองครับ ผมวางแผนชีวิตสำหรับลูกคนนี้ เพื่อให้แกเติบโตอย่างเข้มแข็ง และนั่นอาจจะเป็นต้นเหตุของขนหัวลุกเรื่องนี้ก็ได้

มันเริ่มตั้งแต่ตอนผมหมั้นกับอ้อย และร่วมทุนกันปลูกเรือนหอของเรา ผมคิดไว้เลยว่าจะมีลูกไม่เกินสองคนชั้นบนของเราจึงมีห้องนอนสามห้อง แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัวเสร็จ ห้องตรงกลางน่ะของผมกับภรรยา อีกสองห้องนั้น...แน่ละ! เตรียมไว้สำหรับเป็นส่วนตัวของลูก และผมยังยึดตำราฝรั่ง คือให้ลูกนอนคนเดียวตั้งแต่เกิด แต่ประตูห้องเปิดถึงลูกได้ทั้งสองด้าน

ต้องขอบอกตรงๆ ว่าแผนนี้เกือบไม่สำเร็จแน่ะครับ มันยากมาก โดยเฉพาะอ้อยแทบไม่ยอมวางมือจากลูกเลย แต่ในที่สุดเราก็ทำได้ครับ

น้องเอื้องนอนคนเดียวได้สบายมาก ดับไฟมืดเลยด้วย ไม่ต้องเปิดไฟหัวเตียง ขอแต่เพียงแง้มประตูพ่อกับแม่ไว้หน่อยเดียวเท่านั้นเอง และขอให้เล่านิทานก่อนนอนกับหอมแก้มบอกกู๊ดไนต์ ฝันดีทุกคืน ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง พายุพัดตึงตังแค่ไหนเอื้องก็นอนได้ ไม่เคยลุกมาขอนอนกับพ่อแม่เลย เก่งจริงๆ ลูกผม

แต่แล้วคืนหนึ่งเมื่อเดือนก่อน ตอนกลางดึกผมตื่นเพราะเอื้องมาจับแขนเขย่าเบาๆ

"พ่อคะ ขอเอื้องนอนด้วยนะ ที่ห้องเอื้องมีใครไม่รู้จะขึ้นมานอนเบียดเอื้องเรื่อยเลย"

"ฝันร้ายมั้งลูก?" ผมบอกแล้วลุกขึ้นพาลูกกลับไปที่ห้อง เปิดไฟหัวเตียง ทุกอย่างดูปกติดี เอื้องขยี้ตา ทำท่างัวเงียแล้วออดอ้อน...แกบอกว่าใครคนนั้นผลักแกตกเตียงจนนอนไม่ได้ ผมไม่อยากใจอ่อนหรอกครับ เพราะเมื่อมีครั้งแรกมันก็ต้องมีครั้งต่อไป แต่มองนาฬิกามันตีสองครึ่งแล‰ว ผมเองก็ง่วงเหมือนกัน

ขืนเถียงกันไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมเลยเอาแกมานอนตรงกลาง อ้อยดีใจกว่าลูกอีก นอนกอดนอนหอมลูกจนหลับสนิทไปทั้งคู่

คืนต่อมา ผมว่าแล้ว เดาอะไรไม่ผิดเลย! เอื้องมาปลุกผมเวลาเดิมเลยครับ บอกว่าใครคนนั้นมากวนแกอีกแล้ว

"เขาเป็นผู้ชาย มาทำหน้าตาน่ากลัวไล่เอื้องลงจากเตียง" แกพูดซื่อๆ ผมเห็นว่า นั่นคือจินตนาการของเด็กน้อย ซึ่งผมจะยอมต่อไปไม่ได้ ต้องแก้ไขด่วน

"เอางี้นะ" ผมเล่นแง่จิตวิทยา "พ่อจะไปไล่เขาเอง ถ้าพ่อไล่เขาไปแล้วเอื้องจะนอนคนเดียวได้มั้ยลูก?" เอื้องพยักหน้ารับอย่างดีใจ

คืนนั้นผมไปนอนเตียงของลูก ไม่ต้องห่วงครับ เตียงนี้ผมซื้อเผื่อลูกโตเลยละ เป็นเตียงเดี่ยวที่ผู้ใหญ่นอนได้สบายๆ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก แค่พรุ่งนี้เช้าก็จะบอกลูกว่าพ่อไล่เขาเตลิดเปิดเปิงไปแล้วล่ะ! แค่นี้ก็เรียบร้อย...แต่มันไม่อย่างนั้นน่ะซีครับ!

ก่อนตีสองเล็กน้อย ผมตื่นขึ้นมา ไม่รู้ด้วยซ้ำอะไรทำให้ตื่น แต่ก็ดีเหมือนกัน ลุกเข้าห้องน้ำซะหน่อยแล้วกลับมานอนต่อ.....ผมเข้าห้องน้ำโดยไม่เปิดไฟ อาศัยความคุ้นชิน

ขณะที่มาถึงเตียง ล้มตัวลงหนุนหมอน หางตาผมเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด ผมเลยหันไปมองตรงๆ

มันเป็นแสงหม่นๆ รางๆ มัวซัวสีออกเขียวๆ เหมือนพรายน้ำดวงเท่าฝ่ามือเคลื่อนไหวอยู่ที่ตู้เสื้อผ้าเหมือนมีชีวิต ตอนแรกผมนึกว่าตาฝาด แต่ไม่ใช่แฮะ รีบลุกขึ้นนั่งจ้องมองมันพักใหญ่ แล้วก็ต้องขนหัวลุกซู่...

ภายในแสงนั้นเป็นใบหน้าผู้ชายแก่ๆ เหมือนคนจีน โบราณ ไว้เปียและเป็นใบหน้าที่ดุดัน มุ่งร้ายหมายขวัญมาก

"ออกไปนะ" ผมคำรามเบาๆ ทั้งตกใจทั้งกลัว แต่นี่มันห้องลูกสาวผมนะ! เอื้องพูดถูก แกไม่ได้ออดอ้อนหรือจินตนาการ ผมตั้งสติได้ รู้สึกโกรธเกรี้ยวมากกว่าหวาดกลัวซะอีก นี่ถ้าเป็นที่อื่นอย่างโรงแรมหรือบ้านเช่าผมต‰องเผ่นแน่...แต่นี่บ้านผมครับ!

ใบหน้ามีแสงหม่นๆ นั่นพุ่งเข้าใส่ผม ส่วนผมก็พุ่งหมัดสวนออกไป กำปั้นวืดผ่านสิ่งที่เย็นชืดน่าขยะแขยง...เหลือเชื่อ! ผมชกถูกมันอย่างจัง อย่าถามเลยครับว่าเป็นไปได้ยังไง ผมเองก็งงๆ แต่คิดว่าคงเป็นพลังจิตผมแกร่งกว่ามัน ผมเห็นมันบิดเบี้ยว แสดงอาการพ่ายแพ้..มันกลัว และหายไปทางหน้าต่าง

ผมรู้สึกว่าห้องโล่งเบาและสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาทันที...มันไปแล‰ว!

เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเพื่อนของอ้อยชอบสะสมเหรียญและของโบราณ ก็เลยเอาของเก่าของคุณตาที่เพิ่งเสียมาให้ หนึ่งในนั้นเป็นเบี้ยจีนโบราณ วิญญาณร้ายคงมากับสิ่งนี้แน่ ตอนนี้อ้อยคืนเพื่อนไปแล้วละครับ!

เรื่องเล่าจาก ข่าวสด

ลบยันต์ที่ประตู เลยเจอดี!!

ยันต์
เราเคยอยู่ห้องเช่ากับเพื่อนผู้หญิงที่หน้าโรงพยาบาลทหารเรือ ตอนที่ย้ายเข้าไปเจ้านายซึ่งเป็นคนเลือกห้องให้ อำเล่นโดยการคุยกับเพื่อนเขาให้เราได้ยินว่า "เฮ้ย ไอ้นักร้องคนนั้นที่มันตายในห้องมันผูกคอตายหรือแทงตัวตายวะ" เราเลยพูดแทรกเจ้านายว่า อย่าอำเสียให้ยากเลย เราไม่มีความเชื่อเรื่องนี้หรอก ไม่กล้วจ้า และเมื่อเราย้ายของเข้าไป ตอนนั้นงงมาก ว่าทำไมห้องนี้มันร้างมานานหรือยังไงเนี่ย เพราะฝุ่นที่พื้นเยอะมาก และที่สำคัญวงกบประตูห้องน้ำซึ่งเป็นไม้ มีปลวกขึ้นจนมีขุยดินซึ่งเกิดจากปลวกเยอะมาก ถ้ามีคนอยุ่เวลาอาบน้ำ ดินจะถูกล้างออกไป หรือไม่ ปลวกก็คงเสนอหน้าออกมาอย่างนี้ไม้ได้ แต่ก็แค่สงสัยเท่านั้นว่าตึกใหม่ๆ อย่างนี้ และเจ้าของเองก็บอกว่า

ห้องมักจะเต็มตลอด เอทำไมห้องนี้เหมือนร้างมานาน วันแรกที่ย้ายของเข้าไปก็ทำความสะอาดกันยกใหญ่ เราถูพี้นด้วยมือตัวเอง นั่งคุกเข่าถู ถู และถู ไปเรื่อยๆ จนวนไปถึงประตูห้อง ก็เลยถือโอกาสเช็ดประตูไปด้วย โดยเริ่มเช็ดจากล่างขึ้นบน จนไปถึง..เอ แป้งอะไรหว่าติดประตู ก็ไม่ทันคิดอะไร ยังคงถูสุงขึ้นเรื่อยๆ จนสงสัย แป้งอะไรวะ เลยยืนและถอยหลังออกมาดูระยะห่างพอสมควร อ้าว ซวย นี่มันยันต์นี่หว่า แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่เพียงว่า คงจะมียันต์ที่ประตูทุกห้องมั้ง ตอนเราย้ายเข้ามา ไม่ทันสังเกตุ แต่พอคืนแรกที่ย้ายเข้าไป กลางดึก เพื่อนบอกว่า ตัวเอง ขอเปิดไฟนอนได้มั้ย ?? เราก็บอกว่าปกติเธอเปิดไฟนอนเหรอ เพื่อนบอกเปล่า เราก็เลยถามว่า แล้วจะเปิดทำซากอะไร กลัวเราเหรอ ผีน่ากล้วกว่าเรานะ เพื่อนรีบเอามือปิดปาก แล้วบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เล่าให้ฟัง พอรุ่งเข้าต่างคนต่างรีบไปทำงานก็เลยไม่ได้คุยกัน จนตอนเย็นเพื่อนบอกว่า วันนี้จะไปค้างกับเพื่อนที่หน้ารามฯ นะ อ้าว นอกจากจะไม่เล่าเรื่องเมื่อคีนแล้วยังทิ้งตูอีก ก็ช่างเหอะ เราก็กลับห้องพักคนเดียว นอนคนเดียวก็ไม่เห็นมีอะไร แต่เพื่อนที่อยุ่ด้วยกันเธอชอบทำท่าประหลาด
ชอบถามว่าเคยเจออะไรมั้ย แต่ไม่ยอมเล่าว่าเจ้าหล่อนเจออะไร แต่เจ้าหล่อนมักจะไม่ยอมนอนค้างกับเราในคืนวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ โดยให้เหตุผลว่าต้องไปนอนกับเพื่อนที่หน้ารามฯ จนมีอยุ่วันหนึ่ง ขณะที่ล้มตัวลงนอน แต่ยังไม่หลับ เราก็มองนั่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อยในความมืด จนตาเริ่มชินกับความมืดจึงเห็นสิ่งของบ้าง แต่ไม่ชัดเจนนัก มองไปเรื่อยเปื่อยจนไปหยุดอยู่ที่พัดลมติดเพดาน ก็สงสัยว่า เอทำไมพัดลมมันห้อยลงมานิดๆ นะ คือทำท่าจะหลุดจนเห็นสายไฟของตัวพัดลมซึ่งร้อยติดอยู่กับเพดาน เอ..มันน่าจะมีสาเหตุจากการที่ต้องถูกดึงรั้งจากอะไรสักอย่างที่หนักเอาการ มันถึงห้อยลงมาแบบนี้ เท่านั้นแหละ เจอเลย เรานอนหงายลืมตาอยู่แต่ทุกอย่างมืดสนิท ในความมืดนั้น ยังมีมืดกว่าอีกและรับรู้ได้ว่ามีบางอย่าง บางสิ่ง เป็นผุ้หญิง นอนลอยเหนือเราอยู่ หน้าแทบจะชนกับจมูกเรา เรากลัวจนไม่กล้ากระดิกตัว ถามตัวเองว่า นี่ใช่ผีหลอกอย่างที่คนอื่นเขาพูดกันหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่แล้วเป็นอะไรล่ะ เราจึงนอนอยุ่นิ่งๆ

ตั้งสติแล้วพยามยามคิดว่าคงเป็นเงาของอะไรสักอย่าง แต่ทำไมเรารุ้สึกว่า เงามืดนั้นเศร้ามากและโกรธแค้นอะไรสักอย่าง จึงตั้งสติใหม่และบอกกับสิ่งนั้นว่า เราและคุณไม่เคยรู้จักกัน และเราเองไม่เคยทำร้ายคุณเลย คงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่คุณจะมาทำร้ายเรา หรือทำให้เรากลัวจนแทบตาย ดังนั้น หากคุณจากโลกนี้ไปด้วยความทุกข์และความเศร้า ก็อย่าเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเองด้วยการมาทำร้ายเราเลย มันบาปนะ หรือถ้าต้องการให้เราช่วยเหลืออะไร ก็มาดีๆ มาทางความฝันเถอะ จะได้คุยกันได้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเราจะช่วย เงานั้นจึงค่อยๆ จางลงไป จนเรามองเห็นพัดลมเหมือนเดิมก่อนที่เธอจะมา พอหายจากอาการนั้นแล้ว เราจึงเผ่นไปเปิดไฟนอน เออ อย่างนี้นี่เอง เพื่อนมันถึงขอให้เราเปิดไฟนอน เราอยู่ห้องนั้นต่อไปคนเดียวโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรอีกเลย ทั้งๆที่ไม่ได้ไปทำบุญให้เธอผู้นั้น หรือฝันถึงเธอผู้นั้นอีก จนเราเองคิดไปว่า เหตุการณ์ที่เราเจอคงเป็นเรื่องของการนอนทับเส้นประสาทอะไรสักอย่างของเรามากกว่าเรื่องของวิญญาณ จนผ่านไปหลายปี เราย้ายห้องพักไปอยู่ที่ใหม่ มีอยู่วันหนึ่งขณะนั่งเล่นอยู่ที่ศาลานั่งเล่น ก็มีผู้เช่าห้องหลายคนมานั่งคุยกัน คุยกันหลายเรื่องจนถึงผู้หญิงคนหนึ่งเธอเล่าว่า เพื่อนของเธอเป็นนักร้อง และมีผู้ชายมาติดพัน ขอเลี้ยงดูเป็นเมียลับๆ

จนกระทั่งนักร้องคนนั้นท้องได้ 2 เดือน พอผู้ชายรู้เข้าก็หายหน้าไปเลย นักร้องคนนั้นจึงโทร.ไปตามและขู่ว่าถ้าไม่มาคืนนี้จะผูกคอตาย เมื่อรอจนผู้ชายไม่มา นักร้องคนนั้นจึงได้ผูกคอตายจริงๆ เพื่อนๆ ไปพบศพของเธอห้อยอยู่กับพัดลมติดเพดาน 3 วันหลังเธอตาย เรากลืนน้ำลายดังเอี๊อก ถามเล่นๆว่า นักร้องคนนั้นอยู่อพาร์ทเม้นท์ชื่ออะไร ผุ้หญิงคนนั้นตอบชื่อ...... เราถามต่อไปว่าห้อง 503 หรือเปล่า เธอถามเรากลับว่ารู้เบอร์ห้องได้อย่างไร เราตอบว่า อิฉันพึ่งย้ายออกมาจากห้องนั้นค่ะ แต่ววววว !!!!!!!!!

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ผี199

อย่าง ที่เคยบอกไว้ เราไม่เคยเจอกับตัว (หรืออาจจะเคยเจอแต่ไม่รู้ตัว? แต่ก็หวังว่าจะไม่มีโอกาสได้เจอต่อไปอีกเรื่อยๆนะคะ ) ไอ้เรื่อง

ซิกส์เซ้นส์จะมีบาง แต่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก(ของคนอื่นรอบๆตัว แต่ของตัวเองเซ้นส์จะปิดทำการชั่วคราวค่ะ) แล้วก็เรื่องทั่วๆไปมากกว่า.. แล้วไว้จะมา

เล่าเรื่องเซ้นส์ประหลาดของตัวเองให้ฟังอีกทีค่ะ

เข้า เรื่องดีกว่า... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดใกล้ตัวเราที่สุด แต่เราไม่ได้เป็นคนเห็นเองหรอกค่ะ บอกไว้ก่อนว่าไม่น่ากลัวค่ะ (แต่ช่วงนั้นเราแอบ

หลอนไปพักนึงเหมือนกัน)

ประมาณปี 2546 คุณพ่อของเราได้ซื้อรถมือสองมาหนึ่งคัน เป็นรถยี่ห้อเชฟโรเลท รุ่นซาฟิร่า สภาพใหม่มากค่ะ เนื่องจากที่บ้านเราคนอาศัยอยู่

เยอะมาก รถคันนี้ไม่ได้มีเจ้าของประจำแต่เหมือนเป็นของส่วนกลางมากกว่า ใครจำเป็นต้องใช้ก็เอาไปใช้ ส่วนมากเรากับลูกพี่ลูกน้องเรา(อาศัยอยู่บ้านเดียว

กัน)จะผลัดกันเอาไปใช้

เกือบ ทุกครั้งที่เราเอารถคันนี้ไปใช้ เวลารถติดไฟแดงแล้วข้างๆเป็นมอร์เตอร์ไซค์ คนขับมักจะชอบมองเข้ามาแล้วทำหน้างงๆเสมอเลยค่ะแล้ว

ก็จะมองเข้ามาหลายๆรอบ ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดแค่ว่าเขาคงจะงงว่า ผู้หญิงตัว(เตี้ย)แค่นี้ ขับรถทำไมคันตั้งเบ่อเร่อละมั้ง

เราจะเอารถไปใช้ก็ต่อเมื่อ ต้องอยู่ทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจนมืดน่ะค่ะ เพราะซอยบ้านเราค่อนข้างจะเปลี่ยวมาก ทีนี้บ้านเราเนี่ยก็ไม่ได้อยู่

ลึกอะไรแต่ทางที่จะขับรถเข้าไปได้ต้องไปอ้อม ผ่านดงต้นไม้รกๆออกแนวเป็นป่าย่อมๆอะค่ะ เพราะว่าทางที่จะตัดเข้าบ้านได้เลยนั้นมันเดินได้อย่างเดียว รถ

เข้าไม่ได้ (คงไม่งงนะคะ ^^")

เราเองก็เป็นพวกขี้กลัวขึ้นสมองเหมือนกัน ผ่านตรงนี้ทีไรจะไม่มองซ้าย ขวา หรือกระจกหลังทั้งนั้น จะตั้งหน้าตั้งตาผ่านๆไป กลัวเจออะไรที่ไม่

อยากจะเจอน่ะค่ะ ทั้งคนและอดีตคนเลย

วันนั้นเราก็ทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจนค่อนข้าง จะดึก ก็ขับรถกลับเข้าบ้าน พอพ้นช่วงป่ารกๆ ใกล้ๆจะถึงหน้าบ้านก็เจอกับพี่คนนึงที่เช่า

อพาร์ทเมนต์หลังบ้านเราอยู่ (เป็นกิจการของครอบครัวเราเองด้วย) ซึ่งพี่คนนี้ก็เรียนสถาบันเดียวกับเราแต่คนละคณะ เราก็จอดรถแวะทักทายพี่เขาเล็กน้อย

ตอนที่กดกระจกด้านที่นั่งข้าง คนขับลงเพื่อคุยกับพี่เขา พี่เขาก็ทำหน้าเหมือนงงๆอะไรแปลกๆอะค่ะ ซึ่งพี่คนนี้ซิกส์เซ้นส์เขาแรงมาก เขาเจอผี

บ่อยจนเขาเลิกกลัวไปแล้วอะค่ะ แต่ตอนนั้นเราก็ไม่คิดอะไรอยู่ดี (ทำไมช่างเป็นคนที่ไม่คิดอะไรกับชาวบ้านเขาเลยนะหล่อน? ><) เพราะเหนื่อยจาก

กิจกรรมที่ทำด้วย อยากจะรีบๆเข้าบ้านไปอาบน้ำเต็มที ก็ทักทายพี่เขาเล็กน้อย แล้วเราก็เลี้ยวรถเข้าบ้านไป

เราเข้าบ้านไปได้ยังไม่ทันจะห้านาที พี่คนที่เจอตะกี๊ก็โทรศัพท์เข้ามาหาเรา เราก็รับแบบงงๆ
พี่คนนั้น - "ซี เมื่อกี๊ซีขับรถมาคนเดียวใช่ไหม?"
เอาแล้ว แค่คำถามก็ไม่ปกติแล้วค่ะ (-__-") เกลียดที่สุดเลยคำถามแบบนี้โดยเฉพาะตอนกลางคืนเนี่ย เราก็จำใจตอบไปว่าใช่
พี่คนนั้น - "อืมมม คือ ตอนแรกที่ซีจอดรถทักพี่อะ พี่เห็นผู้หญิงคนนึงใส่ชุดขาวๆผมยาวๆนั่งมาด้วย แต่พอซีกดกระจกลงกลับไม่เห็นแล้ว"
โอ้วววววว มายพระพุทธเจ้า!!!! พี่จะโทรมาบอกหนูทำไมคะ???? ขนลุกซู่ด้วยความกลัว

เรา ก็รีบคาบเรื่องไปเล่าให้คุณแม่ฟัง (คุณแม่เราก็เป็นอีกคนที่ซิกส์เซ้นส์แรงเช่นกัน) คุณแม่ฟังแล้วก็หัวเราะๆบอกว่า "เขาคงเห็นเป็นผู้หญิงขับ

รถมาตอนกลางคืนคนเดียวในซอยเปลี่ยวมันอันตรายละ มั้ง เลยมานั่งเป็นเพื่อน" แง้... แต่หนูกลัวนี่นา

หลังจาก นั้น เราก็ไม่เอารถคันนี้ออกไปไหนตอนกลางคืนได้พักนึง แต่สักพักก็กลับมาใช้ใหม่อยู่ดีเพราะจำเป็น ก่อนใช้ก็จะพูดทุกครั้ง ยกมือ

ไหว้พระทุกครั้ง บอกว่า "เราไม่เคยมีเวรกรรมอะไรกันนะคะคุณ ขอบคุณที่มานั่งเป็นเพื่อน แต่ไม่ต้องปรากฏตัวให้ดิฉันเห็นนะคะ"

ซึ่งคนทั้งบ้านเราก็ไม่เคยพบเขานะคะ(ดีแล้วค่ะ ขอบคุณมาก) หลังจากนั้นไม่นานรถคันนี้ก็ได้ขายต่อไปอีกทอดแล้วค่ะ

ถ้าคุณซื้อรถมือสามยี่ห้อเชฟโรเลท ซาฟิร่า สีน้ำเงินสดมาใช้แล้วชอบมีคนมองเข้ามาแบบงงๆก็ไม่ต้องสงสัยหรือตกใจนะคะ เขามาดีค่ะ ^^

รายการบล็อกของฉัน