ค้นหา

ที่นี่มีผี..รวมเรื่องลึกลับสยองขวัญสั่นประสาทตาเหลือกตากลับ
บางทีก็น่ากลัวบางทีก็ไม่น่ากลัวรวมๆกันไป
ที่นี่เปิด รับทุกอย่างที่เกี่ยวกับผีๆวิญญาณ
ท่านใดชอบเรื่องผีหรือมีคลิปผีถ่ายติดวิญญาณ.. น่าสนใจ..
ติดต่อส่งตั้งกระทู้มาที่ ghost-in-manman ด้านข้างครับ
แนะนำข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเชิญได้ครับ
ดูเว็บ ghost-in-manman แล้วหาความรู้เพิ่มเติม..ไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ครับ
สุดท้ายขอขอบคุณเพื่อนๆที่ให้ความสนใจและ ให้ข้อมูลเรื่องน่ากลัวๆเรื่องประสบการณ์ทางวิญญาณ มาทางเราจะนำมาลงให้อ่านกันในครั้งต่อไปนะครับ.....
อย่าลืมดูเว็บ ghost-in-manman

chat love manman1

chat love manman 2

chat love manman 3

chat love manman 4

chat love manman 5

chat love manman6

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิญญาณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิญญาณ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2567

ถ่านหินผีสิง


🐹ใครจะไปคิด! เรื่องระทึกขวัญของ ‘ถ่านหินผีสิง’ ที่ใครคาดคิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะมีวิญญาณซ่อนอยู่


เราอาจคุ้นเคยกับเรื่องผีและวิญญาณที่มักปรากฎตัวให้เห็นในรูปร่างของเงา หรือปรากฎให้เห็นกันอย่างชัดๆ จะจะกันไปเลย แต่ใครจะไปรู้ว่าในปี 1921 ได้เกิดเรื่องราวสุดระทึกขึ้นกับครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เมื่อพวกเขาอ้างว่า ‘ถ่านหิน’ ที่ปกติเคยใช้สำหรับสร้างความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวไม่ได้สร้างความอบอุ่นอีกต่อไป เพราะมันไม่ใช่ถ่านหินธรรมดาทั่วไปแต่เป็น ‘ถ่านหินผีสิง’ 

โดยครอบครัว Frost ซึ่งอ้างว่าโดน ‘ถ่านหินผีสิง’ เล่นงาน ระบุว่า ในเดือนมกราคมปี 1921 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลอนดอนกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวจนถึงขีดสุด หนึ่งในสิ่งที่จะพอทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้ก็คงจะหนีไม่พ้นการผิงไฟ และเพื่อทำให้ไฟลุกโชนได้ยาวนานยิ่งขึ้นครอบครัว Frost 
จึงเลือกใช้ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผิงไฟในคืนวันนั้น

ทว่าเมื่อใส่ถ่านหินเข้าไปในตะแกรงผิงไฟ ตะแกรงผิงไฟกลับเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ถ่านหินที่กำลังติดไฟกระเด็นไปทั่วทั้งบ้าน แต่ความแปลกไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เพราะเศษของถ่านหินที่เกลื่อนเต็มพื้นบ้านดันเคลื่อนที่ได้เอง! และมันก็ได้ลอยหรือเคลื่อนที่ไปชนกับข้าวของเครื่องใช้อื่นๆจนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก 

แน่นอนว่าครอบครัว Frost ไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความบังเอิญแต่อย่างใด และพวกเขาก็เชื่ออย่างสนิทใจว่า เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะถ่านหินมีดวงวิญญาณสิงสถิตอยู่ภายใน

หลังจากรวบรวมสติได้ครอบครัว Frost จึงได้ช่วยกันเก็บรวบรวมถ่านหิน และเศษของถ่านหินทั้งหมดไปทิ้งที่สวนหลังบ้าน 
แต่ใช่ว่าวิธีนี้จะทำให้เหตุการณ์ประหลาดทั้งหมดจบลงง่ายๆ ครอบครัว Frost ยังคงต้องเผชิญกับเหตุการณ์ประหลาดอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านเคลื่อนที่เอง 

และที่น่าแปลกก็คือทุกสิ่งทุกอย่างมักจะเคลื่อนที่ไปอยู่ใกล้กับเตาผิง หรือสิ่งของเล็กๆบางชิ้นไปอยู่ในเตาผิงเลยก็มี นอกจากนี้ครอบครัว Frost ยังพบว่า ถ่านหินที่ครอบครัวช่วยกันขนไปทิ้งที่สวนหลังบ้านกลับมาอยู่ในบ้านอีกครั้ง ทั้งๆที่ไม่มีใครขนเข้ามา นอกจากนี้พวกเขายังพบว่า ต่อให้พวกเขาพยายามนำถ่านหินไปทิ้งในสถานที่ที่ห่างไกลจากบ้านซักแค่ไหน แต่สุดท้ายพวกมันก็จะกลับเข้ามาในบ้านได้เสมอ

และแน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแทบจะทำให้ทุกคนในครอบครัว Frost กลายเป็นบ้า นานวันเข้าพวกเขาก็แทบจะอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนี้ไม่ได้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวเริ่มมีอาการทางจิตจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยายาลจิตเวช ว่ากันว่าท้ายที่สุดสมาชิกของครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วย พ่อแม่และลูกอีก 3 คน ต่างเสียชีวิตด้วยอาการที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยได้ทั้งหมด 


นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวชวนขนหัวลุกที่น้อยคนนักจะคาดคิดว่า ‘ถ่านหิน’ ก็เป็นสถานที่สิงสถิตของวิญญาณได้เช่นกัน

เอาเป็นว่าใครที่มีญาติพี่น้องอยู่ต่างประเทศ หลังจากอ่านเรื่องนี้จบแล้วอย่าลืมบอกให้ญาติพี่น้องตรวจสอบถ่านหินที่บ้านให้ดี มิเช่นนั้นญาติพี่น้องของคุณอาจตกเป็นผู้โชคร้ายที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับครอบครัว Frost ก็เป็นได้….

เรียบเรียงข้อมูลเพิ่มเติม โดย คุณยายละม่อม

วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Dybbuk Box กล่องขังวิญญาน


Dybbuk Box เป็นกล่องใส่ไวน์ที่มีหน้าตาธรรมดาๆ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันมีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตำนานความหลอนซ่อนอยู่ เพราะมันเป็นกล่องอาถรรพ์ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่ากันว่ามีดวงวิญญาณชั่วร้ายถูกกักขังเอาไว้ในนั้น

แต่ภายหลังเจ้ากล่องดังกล่าว ถูกนำมาขายปะปนกับสิ่งของทั่วไปบนโลกออนไลน์ จากนั้นความสยดสยองก็ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่ซื้อไปในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับ Dybbuk Box ถูกนำไปประกาศขายผ่านงานประมูลเมื่อเดือนกันยายน ปี 2001 โดยผู้ขายเป็นหลานสาวของคุณยายชาวยิวผู้เป็นเจ้าของกล่องไวน์ลึกลับ

แต่ด้วยเหตุที่คุณยายต้องการให้ทำการฝังมันลงไปพร้อมกับร่างของเธอ มันกลับขัดกับขนบธรรมเนียมของชาวยิว จนต้องนำออกมาประกาศขายแทน  

Kevin Mannis นักสะสมของโบราณ คือผู้สนใจซื้อไปครอบครองต่อ และเก็บไว้ในห้องชั้นใต้ดิน จู่ๆ ก็มีเกิดเหตุการณ์ไฟตกไฟดับ ประตูแต่ละบานถูกล็อคอย่างปริศนา และเริ่มมีเสียงแปลกประหลาดมาจากชั้นใต้ดินที่เก็บกล่องไม้เอาไว้

หลังจากนั้นเขาก็นำไปมอบให้กับคุณแม่เพื่อเป็นของขวัญ แต่แล้วเธอก็เกิดอาการช็อคกระทันหันถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล พร้อมกับพูดทีละตัวอักษรเป็นคำว่า ‘H-A-T-E G-I-F-T’ พร้อมกับอาการหลั่งน้ำตาที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย

แม้ว่าจะทำการมอบให้กับใครไปก็ตาม เขาก็จะได้รับกล่องไวน์ไม้อาถรรพ์นี้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว และไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม เขาเริ่มมีอาการฝันร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ และค้นพบว่าคนในครอบครัว ที่เข้าใกล้กล่องนี้ก็มีอาการฝันร้ายเช่นเดียวกัน  

  เมื่อรู้แล้วว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นเพราะกล่องดังกล่าว เขาก็ได้ทำการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจนหลับไปหน้าจอคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้สึกเหมือนว่ามีบางสิ่งหายใจรดต้นคออยู่ ทันใดนั้นก็หันไปเจอกับร่างเงาขนาดใหญ่พุ่งหายไป

และสุดท้ายแล้ว Kevin ก็ได้นำกล่องนี้ไปขายใน eBay พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด จนกระทั่ง Jason Haxton ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ในมิสซูรีได้มาซื้อไป และได้เขียนบันทึกเรื่องราวแปลกๆ ที่ได้พบจากกล่อง Dybbuk เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เรื่องราวของ Dybbuk Box ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง The Possession (2012) อีกด้วย เพื่อนๆ ลองไปหาชมดูได้น้า

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Chillingham Castleปราสาทสุดหลอนที่ว่ากันว่ามีวิญญาณมากที่สุดในอังกฤษ

Chillingham Castle’ ปราสาทสุดหลอนที่ว่ากันว่ามีวิญญาณมากที่สุดในอังกฤษ
ค้นหา
Custom Search
ปราสาท Chillingham นั้นถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ เพื่อเป็นที่ประทับในขณะที่พระองค์ทรงบัญชาการทัพอังกฤษเพื่อต่อสู้กับกองทัพสกอตแลนด์ที่นำโดยแม่ทัพที่มีชื่อเสียงที่สุดของสกอตแลนด์นั่นก็คือ “วิลเลียม วอลเลซ” 

เมื่อสงครามดำเนินไปอย่างดุเดือด ปราสาทแห่งนี้ก็กลายมาเป็นที่ใช้สำหรับคุมขังเชลยสงครามชาวสกอต ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการทรมานและประหารชีวิตเป็นจำนวนมาก

ซึ่งการทรมานที่โด่งดังที่สุดในปราสาทแห่งนี้คือการทรมานโดยผู้คุมชาวอังกฤษนามว่า John Sage ทหารผู้ที่เกลียดชังชาวสกอตเข้าไส้ เรียกได้ว่าถ้าพลาดตกมาอยู่ในการดูแลของ John Sage เมื่อไหร่ให้ลืมคำว่ารอดชีวิตไปได้เลย เพราะการทรมานของเขานั้นนอกจากจะตั้งใจทำให้ตายแล้ว ก่อนที่จะตายนั้นนักโทษจะต้องได้รับความทรมานแสนสาหัสด้วยการถูกกรีดตามเนื้อตัวและนำน้ำส้มสายชูมาราดที่แผลซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะขาดใจตาย แค่นั้นยังไม่พอนักโทษบางรายที่มีอาการกระด้างกระเดื่องก็จะถูกถลกหนังออกราวกับสัตว์ที่ถูกถลกหนังไปทำเสื้อผ้าแล้วนำน้ำส้มสายชูราดซ้ำเพื่อเพิ่มความเจ็บปวดจนกว่าจะตายไปเอง

กิตติศัพท์ทางด้านความซาดิสต์ของ John Sage นั้นได้แผ่ขยายไปถึงทหารชาวสกอต ซึ่งแน่นอนว่าเขากลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่จะต้องถูกสังหารก่อนอันดับแรกถ้ามีโอกาส และโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อกองทัพสกอตแลนด์ได้ยกพลมาตีปราสาท Chillingham และจับตัว John Sage ได้ เขาถูกประหารด้วยการซ้อมจนน่วมและนำไปแขวนคอซึ่งความเจ็บปวดนั้นเทียบไม่ได้กับที่เขาทำกับนักโทษเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่เขาจะตาย John Sage ถูกทหารชาวสกอตสาปแช่งให้วิญญาณของเขาต้องวนเวียนอยู่ในปราสาทแห่งนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

และเมื่อทัพอังกฤษได้ตอบโต้และสามารถยึดปราสาท Chillingham กลับมาแล้ว มีผู้คนที่อาศัยอยู่ในปราสาทแห่งนี้มักจะเห็นร่างโปร่งแสงของ John Sage ถูกลากไปกับพื้นของระเบียงทางเดินปราสาทด้วยท่าทางที่ทรมาน ปลายเชือกนั้นลอยอยู่แต่ไม่เห็นตัวผู้ลาก ซึ่งมีบันทึกไว้ว่ามีผู้เห็นวิญญาณของ John Sage อยู่จนถึงปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่วิญญาณของผู้คุมสุดโหดเท่านั้นที่เป็นที่เล่าขาน ภายในปราสาทแห่งนี้ยังมีเรื่องของวิญญาณ “เด็กชายสีฟ้า” ที่มักจะปรากฏตัวให้เห็นอยู่บ่อยๆ ภายในห้องสีชมพูของปราสาท ในลักษณะของร่างสีฟ้าโปร่งแสง ทุกครั้งที่เด็กชายสีฟ้าปรากฏตัว เขาก็จะแผดเสียงร้องด้วยความทรมานออกมา จนทำให้แขกที่เข้ามาพักอาศัยถึงกับเก็บของออกจากห้องแทบไม่ทัน

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเสียงโหยหวนที่ดังออกมาจากชั้นใต้ดินที่เคยเป็นคุกในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือเงาของคนที่ถูกแขวนคอเป็นจำนวนมาก บริเวณต้นไม้ใหญ่ด้านหลังปราสาท 

ซึ่งปราสาทแห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็นปราสาทที่มีวิญญาณปรากฏมากที่สุดในอังกฤษเลยทีเดียว

ปัจจุบันเหตุการณ์ขนหัวลุกในปราสาทแห่งนี้ก็ยังมีผู้พบเห็นอยู่เสมอจนกลายเป็นที่ลองของของบรรดาผู้ที่ตามล่าวิญญาณ ถึงขนาดมีคำกล่าวว่าถ้าอยากสัมผัสวิญญาณให้ไปที่ปราสาทแห่งนี้แล้วจะเจอแน่นอน
เรียบเรียง : Spo

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563

คอนสแตนติน เราดีฟ นายแพทย์ผู้คิดค้นเครื่อง EVP เพื่อติดต่อดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

👹ตำนานเครื่องล่าผี! ‘คอนสแตนติน เราดีฟ’ นายแพทย์ผู้คิดค้นเครื่อง EVP เพื่อติดต่อดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
ค้นหา
Custom Search
ราวปี ค.ศ.1960 คอนสแตนติน 
เราดีฟ นายแพทย์และนักเขียนชาวลัตเวียผู้สนใจในเรื่องศาสตร์ลี้ลับและชีวิตหลังความตาย  ได้พัฒนาเครื่องบันทึกเสียงที่เขาอ้างว่าสามารถใช้ติดต่อกับดวงวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว 

โดยเขาเรียกวิธีการนี้ว่า Electronic Voice Projection หรือ EVP ซึ่งเป็นวิธีที่กลุ่มนักล่าท้าผีทั่วโลกนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในภารกิจล่าท้าผี

โดยหลักฐานชิ้นแรก ที่เราดีฟใช้ยืนยันถึงประสิทธิภาพของเครื่องบันทึกเสียงชนิดนี้ คือเสียงของ มาร์กาเร็ต เพเทราท์สกี เพื่อนของเราดีฟ โดยมาร์กาเร็ตเสียชีวิตเนื่องจากป่วยหนัก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราดีฟสะเทือนใจเป็นอย่างมาก และเขาต้องการทดสอบเครื่องมือดังกล่าวด้วยการติดต่อพูดคุยกับเพื่อนเก่า
ที่ล่วงลับไป

ในเวลาต่อมา เราดีฟสามารถติดต่อ
กับมาร์กาเร็ตได้สำเร็จ โดยอีกฝ่ายพูดคุยกับเราดีฟด้วยภาษาเยอรมัน โดยเธอได้เล่าถึงชีวิตหลังความตาย หลังจากนั้นน้ำเสียงของมาร์กาเร็ต
ก็ดูโศกเศร้าลง และเธอยังถามถึงเพื่อนที่ทำงานเก่าของเธอ รวมไปถึงภรรยาของเราดีฟ อย่าง เซนทรา 
มัวรินา อีกด้วย

หลังจากนั้น เราดีฟก็ได้พัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของเขาขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการสร้างเครื่องจับสัญญาณเสียง 
ที่คาดว่าน่าจะเป็นเสียงของดวงวิญญาณที่สื่อสารมาในรูปแบบของเสียงสัตว์นานาชนิด

อาจฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่เราดีฟ
กล่าวว่าเขาใช้วลานานนับสิบปี เพื่อคิดค้นเครื่องมือดังกล่าว ด้วยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทำให้เขาสามารถทดลองการบันทึกเสียงได้กว่า 100,000 ครั้ง จนนำมาสู่การสร้างเครื่องมือ EVP ที่กลายเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มผู้สนใจในเรื่องภูตผีปีศาจในยุคต่อมา

และนี่คือตัวอย่างคลิปเสียงของเราดีฟ ที่ใช้เครื่องมือ EVP ติดต่อ
กับดวงวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว โปรดใช้วิจารณญาณในดูและการรับชม

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

เวเวลสบูร์กปราสาทแห่งความกลัวดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหน่วย SS

‘เวเวลสบูร์กปราสาทแห่งความกลัว’ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหน่วย SS ที่เชื่อกันว่านาซีใช้เป็นที่ทดลองพลังเหนือธรรมชาติ
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่สงครามโลกกำลังจะอุบัติขึ้น ช่วงทศวรรษ 1930 เป็นช่วงที่พรรคนาซีกำลังอยู่ในช่วงเริ่มมีอำนาจ หลังจากที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โดยการแต่งตั้งของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ก็ดำเนินการวางรากฐานอำนาจของกองกำลังส่วนตัวอย่างหน่วย SS (Schutzstaffel) ให้กลายเป็นกองกำลังที่ยิ่งใหญ่และน่าเชื่อถือกว่าเดิม โดยมอบหมายให้ “ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์” จัดการหาสถานที่ใหม่เพื่อตั้งกองบัญชาการ ซึ่งมีโจทย์ว่าจะต้องสมกับฐานะหน่วยประจำพรรคนาซี
ฮิมม์เลอร์จึงตระเวนไปทั่วเยอรมนีเพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสม จนกระทั่งในปี 1933 ฮิมม์เลอร์ตัดสินใจเลือกปราสาทเวเวลสบูร์ก ที่ตั้งอยู่ในแคว้นเวสต์ฟาเลีย ซึ่งปราสาทแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1603 นอกจากความเก่าแก่ของปราสาทแล้วสถานที่แห่งนี้ยังมีประวัติมาช้านาน เพราะมีการขุดค้นโครงกระดูกของชาวแซ็กซันเป็นจำนวนมาก (เชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวเยอรมันที่มาตั้งรกรากตั้งแต่โบราณ) อีกทั้งยังมีโครงกระดูกของมนุษย์นีอันเดอร์ทัล ซึ่งก็บ่งบอกได้ว่าบริเวณที่ตั้งของปราสาทนั้นขลังสักแค่ไหน

ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าชายบิช็อปแห่งปาแดร์บอน ซึ่งหลังจากที่เจ้าของได้เสียชีวิตลงก็ตกเป็นของแผ่นดินโดยถูกใช้งานมาเรื่อย ยิ่งในศตวรรษที่ 17 สถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นทั้งกองบัญชาการและสถานที่พิจารณาคดีแม่มด ชายหญิงจำนวนนับแสนคนที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นแม่มดต้องถูกส่งมาสอบสวนภายในปราสาทแห่งนี้ โดยทั้งหมดจะถูกนำเข้าไปขังไว้ภายในคุกใต้ดินเพื่อรอการสอบสวน เป็นที่รู้กันดีว่าหากถูกเพ่งเล็งว่าเป็นแม่มดแล้วล่ะก็ผู้ที่ถูกสอบสวนจะต้องถูกทรมานด้วยวิธีต่างๆ จนต้องยอมรับสารภาพแม้ว่าจะไม่ได้ทำก็ตาม หลังจากรับสารภาพแล้วก็จะถูกส่งไปรับโทษ ซึ่งโทษก็คือการเผาทั้งเป็น

ด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้ฮิลเลอร์ถูกใจสถานที่นี้เป็นพิเศษเพราะเขาเชื่อว่าบริเวณหอคอยด้านเหนือของปราสาทนั้นมีพลังงานลึกลับที่ซ่อนอยู่ภายในซึ่งไม่ว่าใครก็ตามจะไม่สามารถที่จะทำลายมันลงได้ ฮิมม์เลอร์ต้องการทำให้ปราสาทแห่งนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมทางจิตใจของทหารหน่วย SS ไม่ต่างจากศาสนิกที่ยึดถือโบสถ์เป็นศูนย์รวมจิตใจ
ฮิมม์เลอร์เริ่มต้นโครงการพัฒนาปราสาทแห่งนี้ให้กลายเป็นสถานที่ที่เป็นมากกว่าศูนย์บัญชาการ เขาเริ่มนำพิธีสมัยโบราณมาใช้โดยในทุกๆ ปี ทหารหน่วย SS จะต้องทำพิธีบูชาดวงอาทิตย์และธรรมชาติ ไม่เพียงแค่นั้นในวันสำคัญต่างๆ เช่น วันเกิดฮิตเลอร์ วันครบรอบการลอบสังหารที่ฮิตเลอร์รอดมาได้ก็ยังถูกนับเป็นวันสำคัญที่ทหารในหน่วย SS จะต้องมาทำพิธีรำลึก โดยฮิมม์เลอร์ฝันว่าทั้งสถานที่และพิธีกรรมต่างๆ ที่ทำกันในปราสาทแห่งนี้จะกลายเป็นศาสนาที่เผยแพร่ไปทั่วดินแดนที่เยอรมันยึดครอง

เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นสู่ตำแหน่งท่านผู้นำหรือ “ฟูเรอร์” ฮิมม์เลอร์ก็ถึงเวลาหันมาปรับปรุงปราสาทแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยการย้ายประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆ ปราสาทออกไปและปรับปรุงให้เป็นเมืองที่มีแต่ทหาร SS อาศัยอยู่โดยมีการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ มากมายให้สะดวกสบายกว่าเดิมจนกลายเป็นเมืองในฝันอย่างแท้จริง
ฮิมม์เลอร์ปรับปรุงปราสาทเพิ่มเติมโดยปรับปรุงห้องโถงและนำโต๊ะกลมพร้อมด้วยเก้าอี้ 12 ตัวมาตั้งไว้ ซึ่งมีแนวคิดว่าเหล่าผู้ที่นั่งล้อมโต๊ะกลมนั้นคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์เหมือนกษัตริย์อาเธอร์และอัศวิน นอกจากนี้ยังปรับปรุงให้ใต้ดินเพื่อใช้เป็นที่เก็บอัฐิของทหารในหน่วย SS ที่เสียชีวิตไปเปรียบประหนึ่งว่าเป็นที่พักพิงสุดท้ายของเหล่าอัศวิน

แต่สิ่งต่างๆ ที่ฮิมม์เลอร์ต้องการให้เกิดขึ้นนั้นล้วนแต่มาจากแรงงานของนักโทษจากค่ายกักกันที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งถูกเกณฑ์มาให้ทำงานต่างๆ ซึ่งแต่ละครั้งนั้นก็จะมีผู้เสียชีวิตมากมายจากสภาพความเป็นอยู่ที่อดอยาก ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 1,200 คนตลอดระยะเวลาการครองอำนาจของฮิตเลอร์
แต่จุดจบของปราสาทแห่งนี้ก็มาถึงเมื่อกองทัพสัมพันธมิตรเริ่มบุกเข้ามาและมีทีท่าว่าจะเข้าถึงปราสาท ฮิมม์เลอร์ไม่อยากจะให้ทหารสัมพันธมิตรเข้าไปในปราสาทให้แปดเปื้อนจึงส่งหน่วยคอมมานโดลอบเข้าไปยังปราสาทเพื่อระเบิดให้แหลกเป็นจุณ ซึ่งแรงระเบิดนั้นส่งผลให้ปราสาททั้งหลังถล่มลงมาแต่ทว่าหอคอยทางทิศเหนือนั้นกลับไม่เป็นอะไร
การกระทำของฮิมม์เลอร์นั้นทำให้มีผู้สงสัยมากมายว่าเขาซ่อนอะไรไว้ในปราสาทถึงขนาดที่ว่าต้องส่งทหารเข้าไประเบิดทิ้ง บ้างก็ว่าฮิมม์เลอร์นั้นกำลังทดลองเกี่ยวกับพลังงานลึกลับที่ไม่มีอยู่บนโลกหรือแม้กระทั่งการเปิดประตูต่างมิติเพื่อแลกเปลี่ยนพลังกับปีศาจโดยใช้ชีวิตชาวยิวเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นเครื่องสังเวย ซึ่งความจริงก็ยังเป็นปริศนาว่ามีอะไรอยู่ในปราสาทกันแน่
ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ทั้งหลังโดยเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ภายในนั้นถูกสร้างให้มีสภาพเหมือนกับก่อนที่มันจะระเบิด ซึ่งก็มีเรื่องราวแปลกๆ เกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นเสียงคำรามลึกลับและเงาคนที่เชื่อว่าเป็นวิญญาณของนักโทษที่ถูกเกณฑ์มาปรับปรุงปราสาทจนปราสาทแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “ปราสาทแห่ง
ความกลัว”
เรียบเรียง : S

รายการบล็อกของฉัน