Custom Search
ที่นี่มีผี..รวมเรื่องลึกลับสยองขวัญสั่นประสาทตาเหลือกตากลับ
บางทีก็น่ากลัวบางทีก็ไม่น่ากลัวรวมๆกันไป
ที่นี่เปิด รับทุกอย่างที่เกี่ยวกับผีๆวิญญาณ
ท่านใดชอบเรื่องผีหรือมีคลิปผีถ่ายติดวิญญาณ..น่าสนใจ..
ติดต่อส่งตั้งกระทู้มาที่ ghost-in-manman ด้านข้างครับ
แนะนำข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเชิญได้ครับ
ดูเว็บ ghost-in-manman แล้วหาความรู้เพิ่มเติม..ไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ครับ
สุดท้ายขอขอบคุณเพื่อนๆที่ให้ความสนใจและให้ข้อมูลเรื่องน่ากลัวๆเรื่องประสบการณ์ทางวิญญาณ มาทางเราจะนำมาลงให้อ่านกันในครั้งต่อไปนะครับ.....
อย่าลืมดูเว็บ ghost-in-manman

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

ข่าว 3นักโทษประหารที่เป็นที่จดจำมากที่สุด



ในบรรดานักโทษที่ เชาวเรศน์ จารุบุณย์ เพชฌฆาตคนสุดท้าย ทำหน้าที่ประหารชีวิต 55 คน มีอยู่ 3 คนที่เป็นที่จดจำมากที่สุด ไม่เฉพาะในด้านความโหดเหี้ยมทารุณผิดมนุษย์มนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความรู้สึกรันทดหดหู่ อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศาล...อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 
 นักโทษประหารรายแรกที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ คือ น.ญ.สมัย ปานอินทร์ ผู้ต้องขังคดียาเสพติด สมัยเป็นนักโทษรายสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าและยังเป็นนักโทษหญิง 1 ใน 3 คนที่ถูกประหาร นับตั้งแต่มีโทษประหารชีวิตเมื่อปี 2478-2546 จากนักโทษถูกประหารทั้งสิ้น 319 ราย สมัยมีคดีติดตัวมากถึง 13 คดี ทั้งคดียาเสพติด ลักทรัพย์ หรือรับของโจร


 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2537 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 15 ถนนรามอินทรา เขตบางเขน กรุงเทพฯ พบเฮโรอีน 4,471 กรัม รวม 5 ถุง และเฮโรอีนบรรจุหลอดอีก 2,800 หลอดเตรียมจำหน่าย พร้อมด้วยเงินสดอีก 214,800 บาท ขณะเดียวกันสามารถจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดได้ทั้งหมด 6 คน หนึ่งในนั้นคือ สมัย ปานอินทร์ การสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่จากพยานหลักฐานที่ปรากฏบ่งชัดว่า สมัยมีส่วนร่วมในคดีค้ายาเสพติดครั้งนี้ด้วย ศาลพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาประหารชีวิตในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542

น.ญ.สมัย ถูกนำตัวเข้าสู่หลักประหารเวลา 17.50 น. มัดมือด้วยด้ายดิบสีขาวและนำผ้าสีน้ำเงินติดเป้าตาวัวมาบังร่างไว้ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตั้งศูนย์ปืนทำหน้าที่ปรับตั้งศูนย์ให้ตรงกับหัวใจ ขึ้นลำกล้องปืนกลเอชเค เอ็มพี5 จากนั้นเชาวเรศน์ก็มาทำหน้าที่เพชฌฆาต กระสุน 1 ชุด 7 นัดตรงเข้าสู่หัวใจสิ้นใจตายทันทีคาหลักประหาร

 "จริงๆ แล้วผมไม่อยากพูดถึงนักโทษประหารเท่าไรนัก ไม่อยากตอกย้ำญาติของผู้ถูกประหาร แต่วันนั้นรู้เพียงว่าหดหู่ใจมาก เมื่อรู้ว่าสมัยต้องการพบลูกก่อนเข้าหลักประหาร หรืออย่างน้อยก็ขอพูดโทรศัพท์กับลูก เพื่อตกลงเรื่องการจัดงานศพหลังถูกประหารชีวิตแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดระเบียบปฏิบัติ ทำได้เพียงให้เขาเขียนจดหมายถึงลูก ซึ่งใจความนั้นก็หดหู่มากเหมือนกัน เนื้อหาเกี่ยวกับความห่วงหาอาทรลูกๆ เจ้าหน้าที่หลายคนสงสาร บางคนถึงกับขอถอนตัวเลยด้วยซ้ำ" เชาวเรศน์ เล่า

สำหรับนักโทษประหารรายที่ 2 คือ น.ช.พันธ์ สายทอง ต้องโทษในคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 4 ขวบในห้องน้ำของโรงเรียน เป็นนักโทษที่มีความโหดเหี้ยมมากที่สุดคนหนึ่ง ในชั้นพนักงานสอบสวนและในชั้นศาล น.ช.พันธ์ ยังคงปากแข็งให้การปฏิเสธและกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการปรักปรำเขาอยู่ตลอดเวลา แม้ก่อนจะเสียชีวิตก็ยังพร่ำบ่นอยู่เช่นนั้น

 เวลาบ่ายโมงตรง วันที่ 5 กรกฎาคม 2539 มีคนพบศพน้องอ้อมนักเรียนชั้นอนุบาล 1/1 โรงเรียนแห่งหนึ่งในซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ในสภาพนั่งพิงผนังห้องน้ำที่แยกออกไปจากตัวอาคารเรียนไม่ไกลนัก จากการตรวจสอบสภาพร่างกายพบว่า เด็กเคราะห์ร้ายถูกบีบคอจนเขียวช้ำ อวัยวะเพศมีร่องรอยถูกข่มขืนจนฉีกขาดและมีเลือดไหลอยู่ตลอดเวลา จากสภาพแวดล้อมที่เกิดเหตุชุดสืบสวนสันนิษฐานว่า เด็กเคราะห์ร้ายดิ้นรนทุรนทุรายก่อนเสียชีวิต เนื่องจากรองเท้ากระเด็นไปคนละทิศคนละทาง และเชื่อว่าคนร้ายน่าจะจับเด็กกดน้ำด้วย

 พล.ต.ต.ธวัชชัย พรหมประสิทธิ์ ผบก.น.ธนฯ ได้สั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสืบหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ รวมถึงสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ ตั้งแต่ผู้ที่พบศพคนแรก ผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงแม่ครัวของโรงเรียนอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญอย่างยิ่ง หนึ่ง คือเหยื่อเป็นเด็กนักเรียนอนุบาลอายุเพียง 4 ขวบ สอง พฤติกรรมที่คนร้ายกระทำไปอย่างโหดเหี้ยมเกรงจะมีผู้ตกเป็นเหยื่ออีก

ผลการสืบสวนสอบสวนได้เบาะแสผู้ต้องสงสัยคือ "พันธ์ สายทอง" อายุประมาณ 30 ปี เป็นคนพื้นเพในวัดบางบำหรุ มีประวัติพัวพันยาเสพติดและที่สำคัญเพิ่งพ้นโทษออกมาได้เพียง 7 วันเท่านั้น โดยมีพยานหลายคนพบเห็นนายพันธ์ท่าทางมีพิรุธป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้โรงเรียนก่อนเกิดเหตุ และแล้วในที่สุดความพยายามของตำรวจก็สัมฤทธิผล เมื่อสามารถติดตามจับกุมพันธ์ได้ที่ตรอกบ้านพานถม แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ จากการสอบสวนนายพันธ์ให้การปฏิเสธ แต่มีพยานแวดล้อมชี้ตัวยืนยัน ประกอบกับผลตรวจหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้งคราบอสุจิ เลือดที่เปื้อนเสื้อ รวมถึงขนเพชรระบุได้ว่าเป็นของนายพันธ์ สายทอง


 คดีนี้พนักงานสอบสวนและอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ศาลพิจารณาแล้วพิพากษาตัดสินให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2542 ก่อนถูกตัดสินนายพันธ์ยังคงมีอาการเป็นปกติ กระทั่งรู้ตัวว่าต้องโทษประหารก็ถึงกับเข่าอ่อนมือไม้ไม่มีเรี่ยวแรง

สำหรับนักโทษประหารรายที่ 3 คือ น.ช.เดชา สุวรรณสุก ผู้ต้องขังคดีฆ่าข่มขืนน้องนุ่น ลูกเลี้ยงวัย 4 ขวบอย่างทรมาน โดยเหตุการณ์สุดสะเทือนใจครั้งนี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับคดีของพันธ์ สายทอง คือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 มีผู้พบศพน้องนุ่นเสียชีวิตอยู่ในห้องพักไม่มีเลขที่ของโรงงานแห่งหนึ่งย่านสุวินทวงศ์ กรุงเทพฯ ผลการชันสูตรศพพบว่า เด็กหญิงเคราะห์ร้ายเสียชีวิตอยู่ในสภาพนอนหงายอยู่บนหมอน ตามใบหน้าและร่างกายมีรอยฟกช้ำดำเขียว สวมเสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงขาสั้นสีแดงลายดอก ตามตัวไม่พบบาดแผลของมีคม แต่ที่อวัยวะเพศมีรอยฟกช้ำ และมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดและทวารหนัก ใกล้กันพบขวดยาหม่องวางอยู่ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเด็กหญิงถูกข่มขืนและฆ่าตายอย่างทรมาน

 สอดคล้องกับการตรวจพิสูจน์ของแพทย์นิติเวช ยืนยันว่าน้องนุ่นถูกข่มขืนจนอวัยวะเพศฉีกขาดจนถึงทวารหนัก ในช่องคลอดพบน้ำอสุจิฝังอยู่ บริเวณแก้มขวามีรอยฟันกัด ใบหน้าและลำตัวมีรอยเขียวช้ำ สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงเกิดจากสมองบวม มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง และเสียเลือดมากจากอวัยวะเพศที่ฉีกขาด

 จากการสอบปากคำพยานหลายๆ คนทำให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเชื่อว่า "เดชา สุวรรณสุก" ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการเสียชีวิตของน้องนุ่น จึงเชิญตัวมาสอบสวน เบื้องต้นเดชาให้การปฏิเสอ้างว่า วันเกิดเหตุมีลูกชายอีกคนของเขาอยู่กับน้องนุ่นตามลำพัง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าน้องนุ่นมีอาการผิดปกติ เลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศ สาเหตุเชื่อว่าน่าจะเกิดจากลูกชาย จากการสอบถามลูกชายปฏิเสธจึงไปซื้อยาแก้อักเสบมาให้น้องนุ่น กระทั่งวันรุ่งขึ้นถึงได้ทราบว่าน้องนุ่นเสียชีวิตแล้ว

 ภายหลังการสอบปากคำเสร็จสิ้น ตำรวจได้นำตัวเดชาไปตรวจร่างกายพบว่า บริเวณอวัยวะเพศของเขามีแผลถลอก ซึ่งพ่อเลี้ยงอำมหิตอ้างว่าเกิดจากการช่วยตัวเองสำเร็จความใคร่เมื่อวันก่อน อย่างไรก็ตามตำรวจยังพบร่องรอยขีดข่วนบริเวณมือซ้ายและหน้าอก จึงนำตัวไปตรวจเลือดพิสูจน์ดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับน้ำอสุจิที่พบในช่องคลอดของเด็กหญิงเคราะห์ร้าย ระหว่างขั้นตอนการเจาะเลือดท่าทางของเดชาอยู่ในอาการตื่นกลัว หวาดวิตก และร้องไห้อยู่ตลอดเวลา แต่ยังปากแข็งปฏิเสธถึงเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับลูกเลี้ยง

 ต่อมาอีก 6 วันให้หลัง เดชาก็เปิดปากรับสารภาพอย่างหมดเปลือกว่า สาเหตุที่ลงมือข่มขืนลูกเลี้ยง เพราะวันเกิดเหตุมีอาการเมาสุรา บวกกับความแค้นที่ภรรยาหนีไปอยู่กับชายอื่น ทั้งที่กำลังตั้งครรภ์ จึงลงมือข่มขืนน้องนุ่นทั้งทางอวัยวะเพศและทางทวารหนัก ก่อนจะพาเข้าไปล้างคราบเลือดในห้องน้ำแล้วมานำมานอนอยู่บนเตียงจุดที่เสียชีวิต

 น.ช.เดช สุวรรณสุก ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 เวลา 17.45 น. ด้วยปืนกลเอชเค เอ็มพี5 รวม 8 นัด เสียชีวิตคาหลักประหาร !?!

รายการบล็อกของฉัน