ค้นหา

ที่นี่มีผี..รวมเรื่องลึกลับสยองขวัญสั่นประสาทตาเหลือกตากลับ
บางทีก็น่ากลัวบางทีก็ไม่น่ากลัวรวมๆกันไป
ที่นี่เปิด รับทุกอย่างที่เกี่ยวกับผีๆวิญญาณ
ท่านใดชอบเรื่องผีหรือมีคลิปผีถ่ายติดวิญญาณ.. น่าสนใจ..
ติดต่อส่งตั้งกระทู้มาที่ ghost-in-manman ด้านข้างครับ
แนะนำข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเชิญได้ครับ
ดูเว็บ ghost-in-manman แล้วหาความรู้เพิ่มเติม..ไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ครับ
สุดท้ายขอขอบคุณเพื่อนๆที่ให้ความสนใจและ ให้ข้อมูลเรื่องน่ากลัวๆเรื่องประสบการณ์ทางวิญญาณ มาทางเราจะนำมาลงให้อ่านกันในครั้งต่อไปนะครับ.....
อย่าลืมดูเว็บ ghost-in-manman

chat love manman1

chat love manman 2

chat love manman 3

chat love manman 4

chat love manman 5

chat love manman6

บทความที่ได้รับความนิยม

Wikipedia

ผลการค้นหา

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

The Norfolk Regiment ทหารหายทั้งกองทัพ!


ค้นหา
The Norfolk Regiment 
(ทหารหายทั้งกองทัพ!!!)

ตำนานการหายตัวสาบสูญของกองทัพทหารทั้งกองทัพจากคำบอกเล่าของพยานซึ่งเป็นทหารสามนายยังคงความลึกลับมายาวนานตลอด 50 ปี โดยเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อปี 1915 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 

โดยตอนนั้นพยานสามนายซึ่งเป็นสมาชิกของบริษัทนิวซีแลนด์ได้มองดูกองทหาร Norfolk (เป็นกองทหารราบของอังกฤษ) กำลังเดินขบวนสวนสนามอยู่ในตุรกี เดินอยู่แถวหน้า ข้างเทือกเขา Suvla Bay จู่ๆ ก็มีหมอกหรือเมฆประหลาดเคลื่อนตัวลงต่ำปกคลุมอยู่ทั่วอย่างช้าๆ ทำให้มองไม่เห็นกองทัพดังกล่าว 

หลังจากที่ทหารคนสุดท้ายผ่านเข้าไปในหมอกดังกล่าว และเมื่อหมอกหรือเมฆเลื่อนออกจากข้างภูเขาและหายไปปรากฏว่าทหารหายไปทั้งกองทัพ 

โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเรื่องแปลกประหลาดเหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอนแรกรัฐบาลอังกฤษเชื่อว่าทหารของพวกเขาถูกพวกตุรกีจับไป หากแต่ทางการตุรกีปฏิเสธ และจนบัดนี้เราก็ไม่ทราบข่าวกองทัพทหารอังกฤษทั้งกองทัพแม้แต่น้อยเลยนับจากวันนั้น

ที่มา เรื่องลึกลับแปลกประหลาดทั่วโลก เฟสบุ๊ค

เมื่อผู้คนในอดีตบังเอิญตายแล้วฟื้น กลัว ถูกฝังทั้งเป็น จึงมีการคิดโลงที่ช่วยเอาชีวิตรอดขึ้นมา

เมื่อผู้คนในอดีตบังเอิญตายแล้วฟื้น กลัว ถูกฝังทั้งเป็น จึงมีการคิดโลงที่ช่วยเอาชีวิตรอดขึ้นมา

ทาโฟโฟเบีย (Taphophobia) คือภาวะความกลัวจากการถูกฝังทั้งเป็น หากย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 19 มีรายงานว่าผู้คนหลายร้อยคนถูกฝังทั้งเป็นโดยบังเอิญ จากการที่คนรอบตัวคิดว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขของผู้รอดชีวิตเท่านั้น และยังมีอีกมากมายที่เราไม่เคยรู้เพราะพวกเขาไม่เคยรอดชีวิตออกมาบอกให้เราได้ทราบ

และนั่นจึงทำให้นักประดิษฐ์ในสมัยนั้นพยายามคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า “Safety Coffin” หรือ “โลงปลอดภัยไว้ก่อน” ที่ช่วยให้ผู้คนที่ถูกฝังทั้งเป็นมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น โลงเหล่านี้มีความน่าสนใจและได้รับการจดสิทธิบัตรเพื่อนำไปสร้างขึ้นมาจริง ๆ แทบทั้งสิ้น

1. โลงที่ช่วยให้คุณปีนออกไปเองได้

โลงดังกล่าวถูกจดสิทธิบัตรในปี 1868 โดยเป็นหนึ่งในการจดสิทธิบัตรโลงศพที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา แนวคิดของโลงนี้คือคุณจะถูกฝังอยู่ในโลงที่มีรูระบายอากาศ จากนั้นหากคุณดึงคันโยกก็จะสามารถเปิดช่องเล็ก ๆ และปีนออกมาเองได้ แต่หากคุณไม่ตื่นขึ้นมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ พวกเขาก็จะฝังคุณ

โดยพื้นฐานแล้ว ผู้คิดค้นโลงนี้เสนอว่า ทางออกที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกฝังทั้งเป็นก็คือการไม่ฝังเลย

2. โลงสั่นกระดิ่ง

โลงที่ถูกจดสิทธิบัตรในปี 1885 อ้างว่าเป็น ‘สัญญาณช่วยชีวิตสำหรับผู้ถูกฝังที่อยู่ในภวังค์” มันไม่ได้ถูกออกแบบแค่ให้คุณแจ้งคนข้างนอกให้ทราบเท่านั้น แต่ยังรักษาตัวคุณให้อยู่รอดข้างในได้อย่างยาวนานอีกด้วย

เริ่มจากการดึงเชือกเพื่อให้อากาศไหลเข้าสู่โลง เพื่อให้คนที่อยู่ข้างในหายใจได้ มีโคมไฟที่ติดตั้งอยู่ภายในโลงเพื่อให้คนภายนอกส่องเข้าไปดูว่าเผื่อว่าคนในโลงยังมีชีวิตอยู่ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คุณสามารถส่งสัญญาณว่ายังมีชีวิตอยู่ด้วยการทำให้ขนนกเคลื่อนไหวหรือการสั่นกระดิ่ง

3. โลงท่ออากาศ

โลงที่ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1894 นี้จะการติดตั้งท่อขึ้นไปเหนือพื้นดินเพื่อให้ผู้ถูกฝังหายใจได้จากการดูดท่ออากาศนี้ จากนั้นหากคุณตื่นขึ้นมาก็สามารถส่งสัญญาณด้วยการใช้ศีรษะโขกไปที่อุปกรณ์ส่งสัญญาณ ซึ่งจะทำให้ธงสีแดงตั้งขึ้น เป็นสัญญาณให้คนภายนอกรู้ว่าคุณยังมีชีวิตอยู่

4. โลงที่ต้องใช้หัวโขก

โลงที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1899 มีช่องหน้าต่างที่เป็นกระจก ที่ทำให้คนอื่นสามารถเห็นคนที่ถูกข้างในโลงได้อย่างชัดเจน และหากแน่ใจแล้วว่าเสียชีวิตแล้วจึงทำการปิดหน้าต่างได้

แต่สมมุติว่าเกิดความผิดพลาด คนที่อยู่ในโลงยังไม่เสียชีวิต คุณสามารถใช้ศีรษะโขกกระจกอุปกรณ์ที่จะทำให้กระจกหน้าต่างแตกออก และส่งเสียงดังเพื่อขอความช่วยเหลือได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นก่อนที่คุณจะถูกฝังลงดิน

5. โลงติดเตาเผา

โลงนี้ถูกจดสิทธิบัตรในปี 1899 โดยถูกออกแบบมารองรับทั้งในกรณีที่คุณยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว หากคุณยังมีชีวิตอยู่ ท่อจากเตาที่ติดอยู่จะส่งอากาศจากภายนอกเข้ามาให้คุณหายใจได้

แต่หากคุณเสียชีวิตไปแล้ว เตาดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเตาเผาร่างของคุณเพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นออกมาภายนอกผ่านท่อระบายอากาศ

6. โลงรหัสมอร์ส

โลงดังกล่าวถูกจดสิทธิบัตรในปี 1904 โดยมีการติดตั้งระบบที่ซับซ้อนผ่านวงจรไฟฟ้าแบบปิด เมื่อผู้ถูกฝังปิดวงจรดังกล่าว ถังเก็บออกซิเจนจะเปิดออก สัญญาณก็จะถูกส่งผ่านสายสัญญาณที่อยู่ข้างนอกและรอการช่วยชีวิต และในทางเทคนิคแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องรู้รหัสมอร์สเพื่อเอาชีวิตรอด เพราะหากมีสัญญาณถูกส่งออกไป ก็เป็นที่สงสัยได้ว่าคนในโลกอาจยังมีชีวิตอยู่

7. โลงยุคใหม่

โลงนี้ถูกจดสิทธิบัตรในปี 2014 ที่ผ่านมา โดยอ้างถึงความกังวลที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาที่น่าสนใจ

ในบางศาสนาจะต้องทำการฝังร่างผู้เสียชีวิตภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง สิทธิบัตรดังกล่าวจึงอ้างว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะมีคนถูกฝังทั้งเป็น

สำหรับโลงสมัยใหม่ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน เพราะสิ่งที่คุณต้องทำเพียงแค่การกดปุ่มเท่านั้น

ถ้าดูๆแล้วคนสมัยก่อนนี้ก็เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากๆเลยนะครับ จากความรอบคอบ คิดแม้กระทั่งตายแล้วก็กลัวฟื้นขึ้นมาอีกจะทำยังไงให้ตัวเองมีชีวิตรอด เยี่ยมมากๆเลยนะครับสำหรับความคิดแตกต่างออกไปนำไปสู่วิธีการใหม่ๆหรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆครับ

"รวมพิกัดของดีบอกต่อ จิ้มที่ตะกร้าหน้าโปรไฟล์ได้เลยครับ/ค่ะ ✨🛒"

สรุปง่ายๆก็คือว่าคนที่ตายแล้วเกิดฟื้นขึ้นมาแล้วอยู่ในโลงถ้าออกไม่ได้ก็ต้องตายแบบทรมานซ้ำสองเข้าไปอีก ก็เลยคิดหาวิธีทำอย่างไรที่จะทำให้รอดชีวิตได้เมื่ออยู่ในโลงและถูกฝังนี่คือที่มาของวิทยาการการปิดโลงช่วยชีวิตพวกนี้  โลงต่างๆที่คนยุคก่อนคิดประดิษฐ์ขึ้นขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดในขณะที่ถูกฝังทั้งเป็น หรือตายแล้วฟื้นจะทำยังไงคนที่ตายแล้วฟื้นจะส่งสัญญาณให้คนเป็นข้างบนรู้ได้ว่าตัวเองฟื้นจากความตายแล้วคือ ไม่ตายนั่นเอง แต่สุดท้ายมันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรหรอกคงจะตายอยู่ดีนั่นแหละชักดิ้นชักงอ ขาดอากาศหายใจหายใจไม่ออกตายตามเดิม

 

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สมบัติลึกลับสมบัติปานากิวริชเต เป็นสมบัติของธราเซียนที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ


สมบัติปานากิวริชเต เป็นสมบัติของธราเซียนที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1949 โดยพี่น้องสามคน ได้แก่ พาเวล เพ็ตโก และมิคาอิล เดอิคอฟ ซึ่งทำงานร่วมกันในบริเวณโรงงานกระเบื้องใกล้สถานีรถไฟของเมืองปานากิวริชเต ประเทศบัลแกเรีย

ประกอบด้วยภาชนะทองคำเก้าใบ น้ำหนักรวม 6.164 กิโลกรัม เป็นทองคำ 23 กะรัต 

วัตถุทั้งหมดได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราและเชี่ยวชาญด้วยฉากเกี่ยวกับตำนาน ประเพณี และชีวิตของชาวธราเซียน สมบัติชิ้นนี้มีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 4-3 ก่อนคริสต์ศักราช และเชื่อกันว่าถูกใช้เป็นชุดพระราชพิธี ซึ่งอาจเป็นไปได้โดยกษัตริย์ธราเซียน

โถขนาดใหญ่มีหูจับเป็นรูปเซนทอร์ และช่องสำหรับเทไวน์แสดงถึงหัวของชาวนิโกร และโถตกแต่งด้วยฉากเฮอร์คิวลีสต่อสู้กับงู และเหยือกที่มีหัวของ Amazon และมีฉากวีรบุรุษจากตำนานเทพเจ้ากรีก และ phiale มีคำจารึกที่ให้น้ำหนักเป็นภาษากรีก drachmae และเปอร์เซีย darics ในฐานะหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ยังหลงเหลืออยู่



ซึ่งเป็นที่รู้จักดีที่สุดในวัฒนธรรมธราเซียน สมบัติดังกล่าวได้รับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก เมื่อไม่ได้ไปทัวร์ สมบัติชิ้นนี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของคอลเลกชั่นศิลปะธราเซียนของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติในโซเฟีย


ทำไปได้...หญิงอินโดฯ แกล้งตายบนเฟซบุ๊กถ่ายภาพ เพื่อหนีหนี้จำนวน 9 พันบาท

ทำไปได้...หญิงอินโดฯ แกล้งตายบนเฟซบุ๊กถ่ายภาพ เพื่อหนีหนี้จำนวน 9 พันบาท

หญิงชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งเพิ่งกลายเป็นไวรัลในประเทศของเธอเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่เธอแกล้งตายและให้ลูกชายอัปโหลดภาพศพของตัวเองบนเฟซบุ๊กเพื่อหนีเจ้าหนี้

การหนีหนี้เป็นเรื่องที่เกิดได้ทั่วทุกแห่งบนโลกใบนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่ลงทุนสร้างเรื่องราวใหญ่โตเพื่อหนีหนี้เหมือนกับ ลิซา เดวี ปรมิตา ที่แกล้งตายเพื่อไม่ต้องจ่ายหนี้จำนวน 4.2 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 9,200 บาท

มายา กุนาวัน หญิงผู้เป็นเจ้าหนี้ของเธอกล่าวว่า เธอรู้จักกับลิซาทางออนไลน์จากกลุ่ม Arisan ที่เป็นรูปแบบสมาคมการออมเงินและเครดิตหมุนเวียนในวัฒนธรรมอินโดนีเซียที่คล้ายกับการเล่นแชร์

มายาไม่เคยพบลิซามาก่อน จนกระทั่งวันหนึ่ง ลิซามาขอยืมเงินจากเธอและดูเหมือนว่าหญิงรายนี้จะไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยมาก่อน ดังนั้นมายาจึงตกลงให้ลิซายืมเงินจำนวน 4.2 ล้านรูเปียห์ โดยมีเงื่อนไขว่าลิซาจะต้องจ่ายเงินคืนภายในวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เมื่อถึงช่วงเวลาที่กำหนด ลิซาอ้างว่าเธอมีปัญหาด้านการเงินและขอขยายเวลาการใช้หนี้ออกไป มายาตกลงขยายเส้นตายให้เป็นวันที่ 6 ธันวาคม แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ลิซากลับหายเงียบไปและไม่เคยตอบข้อความเธออีกเลย

จนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม ลูกชายของลิซาได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อประกาศว่า แม่ของเขาเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุรถยนต์บนสะพานแห่งหนึ่งในเมืองเมดัน จังหวัดสุมาตราเหนือ

ในโพสต์ดังกล่าวมีภาพถ่ายของลิซาที่นอนหลับตาและมีสำลีอุดจมูก รวมถึงภาพเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์กำลังเข็นร่างไร้วิญญาณของเธอบนเตียงเข็นที่ห่มด้วยผ้าปูสีขาว

ในตอนแรก มายารู้สึกเศร้าใจกับการจากไปของลูกหนี้เธอ จนกระทั่งลูกชายของลิซาประกาศว่าเขาจะนำร่างของเธอไปฝังที่จังหวัดอาเจะฮ์ ซึ่งไกลจากบ้านของเธอมากผิดปกติ

สนใจคลิกดูหน้าเพจ "ความลับของ [ผลลัพธ์] ที่ไม่มีใครบอกคุณ. อยู่ใน Showcase นี้"

สิ่งนี้ทำให้มายาสงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับตัดสินใจตรวจสอบรูปภาพที่ถูกโพสต์บนเฟซบุ๊ก จนกระทั่งพบว่ารูปภาพเตียงเข็นดังกล่าวถูกนำมาจากกูเกิล

ในที่สุด มายาก็จี้ถามกับลูกชายของลิซาและเขาก็ยอมรับว่าทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก แม่ของเขาบังคับให้เขาทำเช่นนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ ถึงแม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะถูกเปิดเผย จนถึงตอนนี้มายาก็ยังไม่ได้รับเงินของเธอคืนอยู่ดี

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เสือเย็น วิชากลายร่างจากมนุษย์แปลงเป็น เสือ

เสือเย็น วิชากลายร่างจากมนุษย์แปลงเป็น เสือ


เสือเย็น" วิชากลายร่างจากมนุษย์แปลงเป็น "เสือ" ถึงวิชาคล้ายกับ "เสือสมิง" แต่แท้จริงหลายเรื่องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


เชื่อว่าถ้าพูดถึงการแปลงร่างจาก มนุษย์เป็นสัตว์ หลายคนอาจจะนึกถึง มนุษย์หมาป่า หรือ เสือสมิง และก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของ "เสือเย็น" มาก่อนหรือบางคนอาจจะได้ยินมาบ้าง และคิดว่า เสือเย้น กับ เสือสมิง นั้นเหมือนกัน แต่ที่จริงทั้งสองเสือนั้น ต่างกันหลายอย่างเลย 

คือ เสือเย็น จะเป็นวิชาอาคมที่ใช้แปลงร่างเป็นเสือ แต่สามารถควบคุมสติของตนเองและไม่อาละวาดฆ่าคนได้ แต่ถ้าเป็นเสือสมิงจะไม่สามารถควบคุมสติของตนเองได้เมื่อกลายร่าง

ถึงกายจะเป็นเสือเหมือนกัน แต่เสือเย็นจะมีนัยน์ตาเป็นมนุษย์ ส่วนเสือสมิงจะมีนัยน์ตาเป็นจันทร์เสี้ยวเหมือนกับตาแมว ซึ่งตำนานของเสือสมิงนั้น ก็อาจเป็นเสือที่กินคนมาจำนวนมาก จนวิญญาณคนเข้าสิงทำให้สามารถจำแลงร่างเป็นคนได้บางครั้งหรือเสือสมิงก็คือคนที่ใช้อาคมเหมือนกับเสือเย้น แต่ด้วยไปทำผิดศีลผิดข้อห้ามต่อครูบาอาจารย์


จนของเข้าตัวและต้องกลายเป็เสือสมิงไป  ส่วนการออกหากินนั้น ถ้าเป็นเสือที่เป็นสัตว์ป่าจริงๆ มันจะล่าเพื่อพอกินอิ่ม หรือ มื้อหนึ่งทำให้มันอยู่ไปได้หลายวัน แต่สำหรับเสือสมิงนั้นจะทำการล่าเพื่อความบันเทิงมากกว่า 


โดยจะเล่นและทำร้ายเหยื่อก่อนจับกินเป็นอาหาร และจะทำแบบนี้จนครบ 3 มื้อเช่นเดียวกับมนุษย์ และ เสือเย็น นั้นถ้าหิวก็จะกลับร่างเป็นคนก่อน แล้วไปหาผักผลไม้ในป่ากิน เมื่ออิ่มก็จะบริกรรมคาถากลับร่างเป็นเสือเย็นเหมือนเดิม และถ้าจะดื่มน้ำ เสือเย็นจะเอาปากจุ่มลงไปในน้ำเลย ไม่ใช้ลิ้นเลียน้ำเข้าปาก ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานทั่วไป


ชาวป่าชาวเขา มักจะบอกว่า เสือเย็นจะไม่ไล่ล่าคนเพื่อความสนุก แต่จะคอยดูแลปกปักษ์รักษาผู้คนที่เดินผ่านแนวป่า เพื่อไม่ให้ได้รับอันตราย หรือออกมาปกป้องพระธุดงค์ที่มาปฏิบัติธรรมในกลางป่า เพื่อป้องกันโจรผู้ร้ายหรือสัตว์ป่าเข้ามาทำร้ายด้วย  ซึ่งอาคมแปลงกายเป็นเสือนั้นจะต้องใช้คู่กับยันต์เสือต่างๆ 


โดยจะขอยกตัวอย่างคือ คาถาเสือ๗ป็อดขึ้นมา  หมายถึงยันต์เสือนั้นประกอบด้วย 7 ส่วน คือ เท่าสี่ หางหนึ่ง อกหนึ่ง หัวหนึ่ง  จะมีการครอบหัวเสือและห่มหนังเสือระหว่างทำการสัก วันถัดมาก็สักอีก 7 วง เหมือนเดิมเป็นอันเสร็จพิธี 


ผู้ที่ลงอักขระนี้จะต้องปฏิบัติตามกฎ 3 ข้อนี้อย่างเคร่งครัด คือ 
👉🏿ไม่ทำผิดต่อครูบาอาจารย์ไม่รักษาสัตย์ที่ให้ ,
👉🏿ไม่กินเหล้าร่วมกับแก้วของคนอื่นหรือ👉🏿ลอดชายกระโปรงหญิง ห้ามเลียอวัยวะเพศหญิง ห้ามมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลังผู้หญิง  และ ห้ามอาบน้ำเจ็ดบ่อในวันเดือนดับ ถ้าละเมิดในสิ่งเหล่านี้ของก็จะเสื่อมและเข้าตัวจนทำให้กลายเป็นเสือสมิงในที่สุด

มนตร์ดำต่างแดนนกสายฟ้าคุณไสยแห่งหมอผีแอฟริกา

มนตร์ดำต่างแดน! ‘นกสายฟ้า’ 
คุณไสยแห่งหมอผีแอฟริกา ที่สั่งให้ไปสังหารเป้าหมายด้วยการย่าง
ให้สุก

ตำนานหมอผีในบ้านเรารวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านก็มีเรื่องเล่าของการทำร้ายเป้าหมายด้วยศาสตร์มืดไม่ว่าจะเป็นการส่งผีตายโหงไปหลอกหลอนจนเป้าหมายนั้นเป็นบ้า หรือการทำร้ายร่างกายโดยตรงอย่างการเสกหนังควายเข้าท้องให้ปวดทุรนทุรายทรมานจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งนั่นก็เป็นความเชื่อของการใช้ “สิ่งที่มองไม่เห็น” เป็นอาวุธในการทำลายล้างฝั่งตรงข้าม

ความเชื่อนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในแถบเอเชียอาคเนย์เพียงเท่านั้นหากแต่ในแถบแอฟริกาก็ยังมีเรื่องราวที่คล้ายๆ กัน ในประเทศแอฟริกาใต้นั้นบรรดาเหล่าหมอผีจะทำการสร้าง “Impundulu” ขึ้นมา

โดย Impundulu นั้นคือนกชนิดหนึ่งซึ่งถูกเรียกกันว่า “นกสายฟ้า” เนื่องจากรูปร่างของมัน ซึ่งเจ้านกสายฟ้านี้จะถูกจับมาเป็นๆ จากนั้นก็จะถูกทำพิธีตามความเชื่อของหมอผี โดยจะร่ายมนตร์และจบลงด้วยการปาดคอนกให้ตาย

ซากของนกจะถูกนำมาตากให้แห้งและเก็บไว้ที่แท่นบูชา หมอผีชาวแอฟริกาจะทำการเลี้ยงวิญญาณนกสายฟ้าที่ถูกทำพิธีไว้เพื่อส่งมันไปกำจัดเป้าหมายซึ่งข้อจำกัดในการใช้เจ้านกสายฟ้านี้จะสามารถใช้ได้เฉพาะช่วงฝนฟ้าคะนองเท่านั้น เพราะพวกมันต้องอาศัยสายฟ้าเป็นเหมือนแหล่งพลังงาน เหยื่อที่เป็นเป้าหมายของนกสายฟ้านั้นจะมีสภาพไหม้เกรียมเหมือนถูกเผา และแผลฉกรรจ์บริเวณลำคอเพราะถูกนกสายฟ้าเจาะกินเลือด


หลังจากที่นกสายฟ้าสังหารเป้าหมายได้สำเร็จมันก็จะบินกลับไปหานายของมัน ซึ่งครอบครัวของงเหยื่อนอกจากที่จะต้องทำการเก็บศพแล้วยังจะต้องหาหมอผีมาทำพิธีล้างมนตร์ดำออกจากบ้านด้วยเนื่องจากมีความเชื่อว่าสิ่งที่จะตามมาหลังจากมีคนตายเพราะนกสายฟ้านั้นก็คือการระบาดของวัณโรค



วิธีการจัดการกับนกสายฟ้านั้นก็คือการใช้นมบูดสาดไปที่ร่างของมัน ซึ่งจะทำให้พวกมันหนีไป หากจะทำการฆ่าพวกมันให้สิ้นซากก็ต้องทำการหลอกล่อให้พวกมันกินนมบูดซะ ชาวแอฟริกาที่กลัวนกสายฟ้าที่มาจากหมอผีนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเก็บขวดนมบูดไว้ข้างกายเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกโจมตี

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สยอง! เปิดตำนานฆาตกรกินคนแห่งเยอรมัน ที่ฆ่ากินเนื้อคนมากว่า 20 ปี


สยอง! เปิดตำนานฆาตกรกินคนแห่งเยอรมัน ที่ฆ่ากินเนื้อคนมากว่า 20 ปี

เป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆนะครับสยดสยองพองขนกับฆาตกรโรคจิตฆาตกร ต่อเนื่อง ที่ชอบกินเนื้อคนเป็นว่าเล่นแถมยังข่มขืนศพผู้หญิงที่ถูกฆ่าหรือประกอบพิธีกรรมประหลาดๆชักว่าวใส่ศพที่ตายแล้วทุกราย ฆาตกรโรคจิตจะทำอย่างนี้ไม่รู้ว่าเขาทำพิธีกรรมบ้าๆบอๆนี้เพื่ออะไร


ฆาตกรโรคจิตชาวเยอรมัน สยอง! เปิดตำนานฆาตกรกินคนแห่งเยอรมัน ที่ฆ่ากินเนื้อคนมากว่า 20 ปี

บนโลกนี้มีฆาตกรต่อเนื่องมากมาย หลายคนเป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยม โรคจิตวิปริต แต่จะมีฆาตกรสักกี่คนที่ฆ่าคนแล้วกินเนื้อมนุษย์ด้วย อย่างเช่นตำนานฆาตกรสุดโหดจากเยอรมนีรายนี้

โจอาคิม จอร์จ โครลล์ เป็นที่รู้จักกันดีในฉายา “นักกินคนแห่งดุยส์บวร์ก” เขาเกิดในปี 1933 เป็นลูกชายของคนงานเหมืองถ่านหิน แม้ว่าตอนเป็นเด็กเขาจะตัวเล็กและมีร่างกายอ่อนแอ แต่นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาดูเป็นคนธรรมดา และเป็นข้อดีของการก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง


ความโหดเหี้ยมของเขาเริ่มต้นในปี 1955 ตอนที่เขาอายุได้ 22 ปี เขาข่มขืนและคว้านไส้ของหญิงสาวคนหนึ่งในเมืองใกล้เคียง
ในระหว่างปี 1955-1976 เขาฆ่าคนมากขึ้นเรื่อยๆ ตำรวจพบร่างกายของเหยื่อที่ถูกฆาตกรรม มีชิ้นส่วนที่ถูกตัด เช่น เนื้อต้นขาและเนื้อก้น ซึ่งทำให้นักสืบคดีนี้งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น


โครลล์ จะประกอบพิธีกรรมประหลาดทุกครั้งที่เขาฆ่าคน วิธีที่เขาใช้จะเป็นรูปแบบเดิมทุกครั้ง คือการบีบคอเหยื่อจนตาย เปลื้องผ้าเหยื่อและข่มขืนศพ นอกจากนั้นเขายังช่วยตัวเองเหนือร่างศพอีกด้วย หลังจากนั้น เขาจะชำแหละเนื้อของเหยื่อและกินมัน


ในปี 1976 เขาฆ่าเหยื่อรายสุดท้ายของโครลล์ เป็นเด็กหญิงอายุเพียง 4 ขวบ เมื่อหนูน้อยถูกลักพาตัวไป ตำรวจรีบค้นหาอย่างเร่งด่วน พวกเขาไปเคาะตามประตูที่ต่างๆ เพื่อเตือนเกี่ยวกับฆาตกร
จนกระทั่งตำรวจไปเคาะประตูเพื่อนบ้านของโครลล์ เพื่อนบ้านบอกตำรวจว่า เขาเพิ่งไปถามโครลล์มาว่า มีอะไรอุดท่อของเขารึเปล่า เพราะท่อตันอยู่ตอนนี้ ซึ่งโครลล์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ไส้” นั่นเป็นเหตุให้ตำรวจบุกเข้าไปในอพาร์ทเมนท์ของโครลล์

และก็ได้พบกับชิ้นส่วนร่างกายของเด็กน้อยกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด บางส่วนถูกห่อเอาไว้อยู่ในตู้เย็น และมีชิ้นส่วนอื่นๆ เตรียมพร้อมไว้สำหรับปรุงอาหารบนเตา และสุดท้ายก็คือไส้ของหญิงสาวที่ไปอุดท่อประปาอยู่



ตำรวจจับกุมเขาทันที เขาถูกตัดสินลงโทษใน 8 คดีฆาตกรรม แต่จากการรับสารภาพ เขาฆ่าคนไปทั้งหมด 14 คน โครลล์ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และเขาเสียชีวิตในคุกในปี 1991 เป็นอันปิดฉากฆาตกรกินคนที่โหดเหี้ยมที่สุด

"รวมพิกัดของดีบอกต่อ จิ้มที่ตะกร้าหน้าโปรไฟล์ได้เลยครับ/ค่ะ ✨🛒"

โดนขังทั้งเป็น อำพันฟอสซิลหอยทากอายุ 99 ล้านปี


โดนขังทั้งเป็น อำพันฟอสซิลหอยทากอายุ 99 ล้านปี ถูกพบในประเทศพม่า เปลือกของมันยังคงถูกรักษาไว้อย่างสมบูรณ์อยู่ภายในอำพัน 

แม้ว่านี่จะเป็นอำพันหอยทากที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบ แต่ก็ยังไม่ใช่อำพันหอยทากที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เนื่องจากหอยทากเป็นสัตว์โบราณที่กำเนิดขึ้นราวตอนกลางยุคคาร์บอนิเฟอรัส หรือเกือบ 400 ล้านปีก่อน

ความโดดเด่นของอำพันนี้ คือหอยทากยังมีชีวิตอยู่ขณะที่ติดอยู่ในอำพัน เพราะมีรอยของหอยทากที่พยายามจะหนีออกมาจากยางไม้ แต่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้มันต้องอยู่ในนั้นตลอดกาล

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568

 เรื่องของการตายแล้วฟื้นหรือการกลับมามีชีวิตอีกหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

ในทางการแพทย์ มีบางกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือและฟื้นคืนชีพหลังจากที่หัวใจหยุดเต้นหรือไม่มีสัญญาณชีพ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเหล่านั้น "ตาย" ไปแล้วจริงๆ แต่หมายความว่าพวกเขาได้รับการช่วยเหลือและฟื้นคืนชีพได้ทันเวลา

อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่มีการรายงานเกี่ยวกับประสบการณ์ใกล้ตาย (Near-Death Experience) ซึ่งผู้ป่วยอาจมีประสบการณ์ที่คล้ายกับการตายและฟื้นคืนชีพ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างสมบูรณ์

ในด้านศาสนาและวัฒนธรรม มีหลายความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดใหม่หรือการมีชีวิตหลังความตาย แต่ความเชื่อเหล่านี้มักเป็นเรื่องของศรัทธาและไม่ได้ถูกพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

โดยรวมแล้ว การตายแล้วฟื้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่มีหลายกรณีที่ได้รับการบันทึกและศึกษาอย่างต่อเนื่อง

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2568

มนุษหนังยืด


โรคหนังยืดผิดปกติ 
( Ehlers-Danlos syndrome )

♣Ehlers-Danlos syndrome ( EDS) 
โรคหนังยืดผิดปกติ เป็น กลุ่มในโรคทางพันธุ์กรรม ที่เกี่ยวกับความปกพร่องของชั้นคอนเนคทิฟ ทิชชู ( Connective Tissue เป็นชั้นไขมันที่ขั้นระหว่าง ชั้นผิวหนังแท้ กับ กล้ามเนื้อ ชั้นคอนเนคทิฟ ทิชชูนี้มีหน้าที่ช่วยรองรับ ยึดผิวหนัง (skin) 
กล้ามเนื้อ (muscle) เอ็น (ligament) 

และอวัยวะ(organ) ) ทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้าง คอลลาเจน ( Collagen ) 
ในผิวหนัง

🔎ชื่อโรคนี้ Ehlers-Danlos syndrome 
ตั้งตามชื่อของหมอ สองท่านนานว่า Edward Ehlers ชาวเดนมาร์ก และ 
Henri-Alexandre Danlos ชาวฝรั่งเศล

อาการของ โรคหนังยืดผิดปกติ
ผิวหนังยืดยาวได้มากกว่าปกติ
ผิวหนังฟกช้ำได้ง่าย เส้นเลือดเปราะ
ข้อต่อ ร่างกายสามารถหักงอได้มากกว่าปกติ
ในกรณีของผุ้เป็นโรคนี้อาการหนัก อาดทำให้เส้นเลือดแตก จนถึงขั้นเสียชีวิตได้
ชายที่ป่วยเป็น โรคหนังยืดผิดปกติ ที่ครองตำแหน่ง ผิวยืด มากที่สุดในโลก

✔ชาย ที่ครองตำแหน่ง ผิวยืด มากที่สุดในโลก ชื่อว่านาย Garry Turner เป็นชาวอังกฤษ ที่สามารถยืดหนังบริเวณหน้าท้องได้ยาวถึง 15.8 เซ็นติเมตร เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1999 ซึ่งนายการ์รี่ ทูลเนอร์ ก็ป่วยเป็นโรคหนังยืดผิดปกติ (Ehlers-Danlos syndrome) เช่นกัน


 ✔จากรูปจะเห็นว่าผิวหนังบริเวณคอ ของเขาสามารถยืดได้จนสามารถมาปิดปากได้

 Ehlers-Danlos syndrome

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ตะลึงพบต้นกร่างยักษ์27คนโอบขึ้นปกคลุมศาลเจ้าสมัยกรุงศรีฯ


🌲ตะลึง!พบต้นกร่างยักษ์27คนโอบขึ้นปกคลุมศาลเจ้าสมัยกรุงศรีฯ
ตะลึง พบต้นกร่างยักษ์อายุนับร้อยปี
ขนาด 27 คนโอบ ที่เมืองกาญจน์ ขึ้นปกคลุมศาลเจ้าเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านแห่เขย่าติ้วขอเลขเด็ด...

ผู้สื่อข่าว จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งจาก นายไพโรจน์ วงศ์ปิยะพัฒน์ อายุ 66 ปี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "โกโซ้ว" นักธุรกิจชื่อดังของ อ.ท่ามะกา ว่าพบต้นไม้ยักษ์ขนาดหลายสิบคนโอบ ที่บริเวณศาลเจ้าตึกในโพรงไม้ ตั้งอยู่หมู่ 1 ต.หวายเหนียว อ.ท่ามะกา


พบว่าต้นไม้ดังกล่าวเป็นต้นกร่างขนาดใหญ่ โดยลำต้นมีโพรงภายในโพรงมีศาลเจ้าให้ผู้คนที่เดินทางมาเข้ากราบไหว้บูชากัน คนท้องถิ่นเรียกกันว่าศาลเจ้าตึกในโพรงไม้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ลำต้นของไม้ดังกล่าวแผ่กิ่งก้านสาขาร่มเย็นสบายเป็นอย่างมาก โดยแต่ละกิ่งของต้นไม้เท่ากับต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เห็นทั่วไปเลยทีเดียว

จากการสอบถามนายสมศักดิ์ วงศ์ศีล อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 1 ต.หวายเหนียว อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี มีตำแหน่งเป็น ส.ท.ตำบลหวายเหนียว ซึ่งเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าดังกล่าว 

เปิดเผยว่า ศาลเจ้าแห่งนี้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2537 ทางกรมศิลปากรส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าตัวศาลเจ้าทำด้วยอิฐมอญและอิฐแดงแบบเก่าและมีหลังคามุงด้วยกระเบื้องของจีน สร้างประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนต้นไม้ดังกล่าวเป็นต้นกร่าง


ได้ขึ้นปกคลุมตัวศาลเจ้าเอาไว้ และแผ่กิ่งก้านสาขารอบบริเวณ โดยแต่ละกิ่งเหมือนกับโคนต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วๆ ไป ซึ่งกรมศิลปากรเคยบอกว่าอายุต้นไม้น่าจะอายุประมาณ 374 ปี ซึ่งเท่ากับว่าปีนี้ พ.ศ.2555 ต้นกร่างยักษ์ต้นนี้จะมีอายุประมาณ 392 ปี เลยทีเดียว โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคณะทหารมากราบไหว้ต้นกร่างต้นนี้แล้วลองจับมือกันโอบ 

โดยพบว่าต้องใช้คนถึง 25 คน และเคยมีเด็กวัยรุ่นมากราบไหว้ต้นกร่างยักษ์แล้วลองโอบกันต้องใช้คนถึง 27 คน


นายสมศักดิ์ เปิดเผยต่ออีกว่า ปกติผู้คนที่เข้ามากราบไหว้ศาลเจ้าแห่งนี้จะมีด้วยกัน 2 พวกคือ พวกที่เดือดร้อนเช่นสอบเข้าราชการไม่ได้ หรือเดือดร้อนส่วนตัวมาขอจะประสบผลสำเร็จ โดยเคยมีลูกชายอดีตผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งอยากเป็นนายตำรวจ พยายามสอบมาหลายปีก็ไม่ได้ ตนบอกว่าลองมาขอศาลเจ้าแห่งนี้ก็เลยมากราบขอดู ปรากฏว่าปีนั้นลูกชายสอบได้นายตำรวจอย่างสมใจ 

อีกพวกหนึ่งคือพวกขอเลขเด็ด บ้างก็มาขอเลขหวยรายวัน บางก็มาขอเลยหวยรายเดือน มากันทุกวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องความเชื่อของเขา แต่ที่ตนประสบมาด้วยตนเองคือเมื่อหลายปีก่อน บริเวณอิฐหลังศาลเจ้าที่ทรุดโทรมมากจะพังลงมา ปรากฏว่ามีกิ่งไม้ที่ปกคลุมเลื้อยมาดันด้านหลังของตัวศาลเจ้าเอาไว้ไม่ให้ พังลงมาจนทุกวันนี้ 

โดยตัวศาลเจ้าไม่เคยมีการบูรณะปล่อยให้เป็นแบบเดิม คงดูแลเพียงรอบๆ นอกศาลเท่านั้น นายสมศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้พบกับ นายเที้ยม จงเจริญ อายุ 80 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 1 ต.หวายเหนียว อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.หวายเหนียว อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ซึ่งเดินทางมากราบไหว้ศาลดังกล่าวด้วย เปิดเผยว่า ปกติตนมักจะนัดกับเพื่อนเก่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกันมาที่ศาลแห่งนี้ประจำ 

เนื่องจากร่มเย็นและเงียบสงบ สมัยตนยังเป็นเด็กอายุประมาณ 10 ขวบ เคยเจอคนแก่อายุประมาณ 80 ปี เล่าให้ฟังว่าเกิดมาก็เห็นต้นไม้ต้นนี้ใหญ่ตระหง่านแบบนี้อยู่แล้ว และคนรุ่นหลังก็บอกว่ามีอายุหลายร้อยปี 


เคยมีเมื่อครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2487-2488 ได้มีชายคนหนึ่งมากราบศาลขอตัดกิ่งต้นไม้ โดยอ้างว่ากิ่งแผ่ขยายจนใหญ่มากจนรกชัฏไปหมด โดยเมื่อตัดกิ่งแล้วต้องบรรทุกเรือยนต์หลายสิบเที่ยวไปตามลำน้ำแม่กลอง เพื่อไปขายในตัวเมืองกาญจนบุรี ให้พวกเดินรถไฟและคนอื่น ๆ 
ซื้อไปใช้กัน เพราะสมัยนั้นฟืนเป็นสิ่งจำเป็นมากในการดำรงชีวิต จากนั้นก็ไม่เคยมีใครกล้าตัดกิ่งไม้ต้นนี้อีกเลย ส่วนตัวแล้วอยากให้ผู้เกี่ยวข้องอนุรักษ์ศาลเจ้าและต้นไม้ต้นนี้เอาไว้ชั่ว ลูกชั่วหลาน เพราะหาต้นไม้ใหญ่ยักษ์และอายุหลายร้อยปีแบบนี้ยากเต็มทีแล้วในปัจจุบัน นายเที้ยม กล่าว.

Mangkukulam หมอผีแห่งฟิลิปปินส์..แม่มดผู้เสกมนต์ดำ



“Mangkukulam” หมอผีแห่งฟิลิปปินส์..แม่มดผู้เสกมนต์ดำ คุณคงเคยได้ยินแต่ "แม่มด" ทางฝั่งตะวันตกในยุคกลางกันใช่ไหม แต่รู้หรือไม่ ? 

ทางฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรอย่าง "ประเทศฟิลิปปินส์" ก็มีตำนานแม่มดเช่นกัน ซึ่งเรียกกันว่า "มังกูคูลัม" (Mangkukulam) "มังกูคูลัม" (Mangkukulam) คือใคร ? 

คำว่ามังกูคูลัม มีความหมายว่า "แม่มด" เป็นคำที่ชาวฟิลิปปินส์ใช้เรียก "ผู้ฝึกฝนเวทมนต์" หรือจะเรียกว่า "หมอผี" แบบทั่วๆไปก็ว่าได้ เพราะแม่มดพวกนี้จะใช้ศาสตร์มนต์ดำในการทำเรื่องเลวร้ายใส่คนอื่น หรือทำร้ายคนอื่นตามความต้องการของคนว่าจ้าง  

ถิ่นที่อยู่อาศัยล่ะ ? มังกูคูลัมนั้นสามารถพบได้ทั่วไปตามจังหวัดนอกตัวเมือง หรือพื้นที่ที่ยังมีความเป็นชนบทสูง พวกนี้มักจะชอบแยกตัวอาศัยอยู่เพียงลำพัง และมักจะหลบหน้าหลบตาเลี่ยงในการพบปะเจอกับผู้คนในตอนกลางวัน ส่วนการทำร้ายผู้คนล่ะ ? หมอผีมังกูคูลัมนั้นมีศาสตร์มืดอันเก่าแก่คือ "คูลัม" (Kulam) 


ซึ่งโดยทั่วไปมักจะใช้วัสดุในการทำพิธี เช่น "ตุ๊กตาวูดู" พร้อมกับ "เข็ม" โดยเอาพวกชิ้นส่วนบางอย่างจากเหยื่อ เช่น ปอยผม, เล็บ เพื่อนำมาเป็นสื่อนำอาคม ในการประกอบพิธีกรรม แม่มดมังกูคูลัมจะร่ายคาถาท่องเป็นภาษาละติน ตามความเชื่อโบราณซึ่งเป็นศาตร์เวทมนต์ดำที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด 

 โดยการนำเอาพวก "แมลง" หรือพวก "หนอน" เสกเข้าสู่ร่างกายของผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกว่าจ้าง (คล้ายกับบ้านเราที่เสกพวกตะปู หนังควายเข้าท้อง) 

โดยผ่านตุ๊กตาวูดูที่เป็นตัวแทนร่างกายของผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น จากนั้นก็จะเอาเข็มทิ่มแทงใส่ส่วนต่างๆ ของตุ๊กตาวูดู ทำให้เหยื่อเกิดความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อเข็มปักทิ่มลึกลงไปในตัวตุ๊กตา

ความเจ็บปวดก็จะทวีคูณมากขึ้นๆไปเรื่อยๆจนสูงสุด จากนั้นก็จะรอคอยเวลาที่เหมาะสมจนพวกแมลง, หนอน ที่ถูกเสกเข้าไปในตัวผู้เคราะห์ร้าย พวกมันก็จะพากันออกมาชอนไชจากผิวหนังของเหยื่อ เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก็จะป่วยแล้วก็จะค่อยๆตายไปอย่างทุกข์ทรมานช้าๆ หรือบางทีก็เป็นการสาปแช่ง หรือไม่ก็ส่งวิญญาณชั่วร้ายไปทำร้ายเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

มังกูคูลัมเอาพลังมาจากไหน ?
แม่มดพวกนี้มีพลังที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในช่วง "วันอังคารตอนเที่ยงคืน" หรือ "วันศุกร์" และในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ พอถึงเวลาดังกล่าว แม่มดมังกูคูลัมก็จะเริ่มทำพิธีกรรมเพื่อทำร้ายเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายดังกล่าว

แล้วจะปกป้องตัวเองจากมนต์ดำจากแม่มดมังกูคูลัมยังไง ?

ชาวฟิลิปปินส์จะไปขอความช่วยเหลือจาก "อัลบูลาริโอ" (Albularyo) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน 


"หมอยาสมุนไพร" เพื่อให้ช่วยรักษาผู้ที่ตกอยู่ภายใต้มนต์ดำที่ถูกสะกดอันชั่วร้ายนี้การสืบทอดทายาทต่อจากแม่มดมังกูคูลัม

แม่มดบางคนก็จะแยกตัวออกมาจากครอบครัวและสังคมไปอาศัยอย่างสันโดษในป่าหรือตามชนบทที่ห่างไกลผู้คน เพราะการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการช่วยปกป้องครอบครัวของตัวเอง ส่วนการถ่ายทอดอำนาจมนต์ดำให้กับคนในครอบครัวก็จะสืบทอดกับบุตรหลานของตนต่อไป


แต่มีเงื่อนไขเดียวที่จะส่งต่อความสามารถอันชั่วร้ายนี้ได้ก็คือ ผู้ที่จะมาสืบทอดอำนาจมนต์ดำนี้จะต้องมีความเชื่ออย่างแรงกล้าต่อมนต์ดำที่จะได้รับ โดยจะต้องไร้ข้อสงสัยกังขานั้นเอง

รายการบล็อกของฉัน